โรคกล้วยไม้ที่สำคัญ

ศัตรูกล้วยไม้

ศัตรูที่ทำอันตรายกล้วยไม้ มีความรุนแรงตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้

1.  โรค  ซึ่งอาจเป็นโรคที่ไม่มีเชื้อ เช่นโรคขาดอาหาร โรคปุ๋ย อาเป็นพิษ แดดเผาไหม้เป็นต้น หรืออาจมีเชื้อ ซึ่งได้แก่ รา แบคทีเรียและไวรัส

2.  แมลง  ได้แก่สัตว์ที่เมื่อเป็นตัวเต็มวัย (adult) จะมีขา 6 ขา เช่น ตั๊กแตน หนอน (ตัวอ่อนของผีเสื้อ ด้วง) เพลี้ยต่าง ๆ เป็นต้น

3.  แมง  ได้แก่ สัตว์ที่เมื่อเป็นตัวเต็มวัย มีขามากกว่า 6 ขา เช่น แมงมุมและที่เป็นศัตรูร้ายแรงคือ แมงมุมแดง (ไรแดงก็เรียก)

4.  สัตว์อื่น ๆ เช่น นก หนู สุนัข แมว

5.  วัชชพืช เช่น ตะไคร่น้ำ มอส เห็ด และต้นไม้อื่น ๆ

โดยปกติแล้วขอยึดถือสุภาษิตว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” โดยอย่าปล่อยให้ศัตรูทำลายลุกลามไปมากมาย แล้วจึงหาวิธีแก้ไข ควรจะพยายามป้องกันอย่าให้ศัตรู มารบกวนได้เป็นดีที่สุด

กล้วยไม้สีส้ม

โรคกล้วยไม้ที่สำคัญ

โรคที่มีสาเหตุจากรา

1.  โรคราเมล็ดผักกาด

โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อรา สเคลอดรเชียม รอล์ฟสิไอ (Sclerotium rolfsii) อาการที่พบคือทำให้กล้วยไม้เหี่ยว ใบผอมลีบ คล้ายกับกล้วยไม้อดน้ำ ใบจะเหลืองจากโคนต้นขึ้นมา ในที่สุดใบจะหลุดร่วงไล่จากโคนต้นขึ้นมาเรื่อยๆ ที่นักกล้วยไม้เรียกกันว่า กล้วยไม้ “แก้ผ้า” นั่นเอง ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมเส้นใยของเชื้อราบางส่วนจะอัดตัวก่อรูปเป็นเม็ดกลม ๆ สีน้ำตาลรูปร่างและขนาดเท่ากับเมล็ดผักกาด เกาะติดตามราก ต้น และกาบใบที่เป็นโรค โดยทั่วไปราชนิดนี้ชอบเข้าทำลายทางรากแล้วลามไปที่ต้นไล่จากโคนไปหายอด แต่บางครั้งก็พบเข้าทำลายจากยอดลงมาก็มี

การกำจัด ใช้ยา เทราคลอ(Terrachlor) ละลายน้ำจุ่มกล้วยไม้ให้มิดโคนต้นหรือฉีดพ่นที่โคนต้น ยานี้อาจทำลายใบที่มีสีเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบอ่อน ฉะนั้นการใช้ต้องระมัดระวังอย่าให้ยาถูกใบ ยาอีกชนิดหนึ่งคือ ไวตาแว็กซ์ (vitavax) ยาชนิดนี้ ฉีดพ่นได้ทุกส่วนของพืช

2.  โรคเน่าเข้าไส้

โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อราในสกุลไฟทอฟเธอรา (Phytophthera sp.) เชื้อราในสกุลนี้ ทำลายพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยหลายชนิด เช่น โรครากเน่าของทุเรียน โรคเปลือกล่อนของส้ม เป็นต้น อาการที่พบในกล้วยไม้คือ ส่วนที่เป็นดรคจะเน่าเป็นสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีดำ  โรคเข้าทำลายได้ทุกส่วนของกล้วยไม้ คือ ราก ต้น ใบ ฉะนั้น จึงอาจพบอาการเน่าจากปลายใบเข้ามา เน่าจากดคนใบ เน่าที่ยอด เป็นต้น ถ้าโรคเข้าทำลายไปถึงต้น เมื่อตัดต้นดูจะพบเนื้อในต้นเป็นสีดำ

การกำจัด ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้งไปโดยตัดให้ติดส่วนดีทิ้งไปด้วยประมาณ 1-2 ซม. แล้วฉีดพ่นด้วยยาไดโฟราแทน หรือใช้ยาแมนเซดดี ไดเทนเอ็ม 45 เทอร์ซาน อย่างใดอย่างหนึ่งละลายน้ำข้น ๆ ทาบริเวณที่เป็นโรค (หลังตัดทิ้งแล้ว)

3.  โรคใบปื้นเหลือง

โรคนี้มีสาเหตุมาจากเชื้อราในสกุลเซอร์คอสปอรา (Cercospora sp.) อาการที่พบคือใบจะด่างเหลืองเป็นปื้น ๆ บริเวณที่เหลืองนั้น ถ้าพลิกดูที่ผิวใบด้านล่าง จะเห็นส่วนของเชื้อรา เป็นผงสีดำคล้ายเขม่าไฟ เมื่อใช้มือลูบเบา ๆ ก็จะหลุดออก ผงสีดำนี้เป็นส่วนที่แพร่ระบาดอย่างดีของราพวกนี้ โรคนี้มักระบาดมากในปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาว ถ้าระบาดรุนแรงใบจะร่วงจนโกร๋น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หวายปอมปาดัวร์จะเห็นระบาดรุนแรงและชัดเจนมาก

การกำจัด ตัดใบที่เป็นโรคทิ้ง แล้วพ่นยา แต่ถ้าระบาดมาก หากตัดทิ้งใบคงจะหมดต้น ก็ไม่ควรตัด ยาฆ่าราที่ขอแนะนำให้ใช้คือ แมนเซทดี

4.  โรคแอนแทรกโนส

โรคนี้มีสาเหตุมาจากเชื้อราในสกุลคอลเลกโตตริคัม (Colletotrichum sp.) และกลีโอสปอเรียม (Gloeosporium sp.) อาการที่พบคือ ใบจะไหม้เป็นสีน้ำตาลเห็นขอบแผลชัดเจน ต่อมาเชื้อของราจะเรียงตัวเป็นวงซ้อนกัน ถ้าเกิดที่ปลายใบ วงของเชื้อมักจะเป็นเส้นตรง ถ้าเกิดกลางใบ วงนี้จะเป็นวงกลม หรือเกือบกลม โรคนี้ระบาดไม่รุนแรงนัก เว้นแต่ทำลายที่ดอก จะทำให้ดอกเป็นจุดสีน้ำตาล (สีสนิม) ทำให้ดอกเสียราคา ถ้าระบาดมากอาจทำให้กลีบดอกเน่าทั้งกลีบได้ (โรคดอกสนิมอาจเกิดจากเชื้ออื่นก็ได้)

การกำจัด ถ้าเป็นที่ดอกควรเด็ดดอกที่เป็นโรคทิ้งหรือตัดทิ้งทั้งช่อ  ถ้าเป็นที่ใบ ตัดใบส่วนที่เป็นโรคทิ้ง แล้วพ่นด้วยแคปแทน

โรคที่มีสาเหตุจากแบคทีเรีย

แบคทีเรียทำให้เกิดโรคเน่า และโรคใบจุดในกล้วยไม้  ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อในสกุลเออร์วิเนีย และซิวโดโมนัส (Erwinia sp.& Pseudomonsa sp.) การเกิดจุดจะเป็นจุดค่อนข้างกลมสีน้ำตาล หรือดำ แผลฉ่ำน้ำ ส่วนการเกิดโรคเน่า มักจะเน่าที่ยอดหรือแผ่นใบ พบในกล้วยไม้ช้าง รองเท้านารี ฟาแลนอปซิส และคัทลียา อาการเน่าจะลุกลามรวดเร็วมาก

การกำจัด ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้งแล้วจุ่มหรือฉีดพ่นด้วยไฟซาน (Physan) หรือ โซเดียมออร์โธฟีนิล ฟีเนท (Sodium orthophenylphenate) หรือ แอกริไมซิน (Agrimycin) รอยแผลที่ตัดทาด้วยแคปแทนละลายน้ำข้น ๆ

โรคที่มีสาเหตุจากไวรัส

ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกับกล้วยไม้ ที่รู้จักกันดี คือ ซิมบิเดียม โมเสค ไวรัส (cymbidium mosaic virus-CyMV) กับโทแบคโค โมเสค ไวรัส สายพันธุ์ โอ (Tobacco mosaic virus orchid strain-TMV-O) ไวรัสที่เป็นกับกล้วยไม้นั้น อาจปรากฎอาการให้เห็นได้หลาย ๆ อย่าง หรือบางครั้งก็ไม่แสดงอาการใด ๆ เลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ่ชนิดของกล้วยไม้ สุขภาพของกล้วยไม้ และสภาพฝนฟ้าอากาศด้วย อาการที่ปรากฎมีตัวอย่าง เช่น ใบด่างเป็นสีเขียวแก่สลับเขียวอ่อนหรือเหลือง ใบบิดม้วนผิวขรุขระออกด่าง (เห็นได้ชัดในคัทลียา) เมื่อกล้วยไม้เป็นไวรัส อาจไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ เลยก็ได้ หรืออาจแสดงอาการดังที่กล่าวมาแล้วก็ได้ นอกจากนี้ไวรัสยังอาจทำให้กล้วยไม้ออกดอกน้อยลง ช่อสั้น ดอกเล็ก สีซีด ฯลฯ

เนื่องจากโรคที่เกิดจากไวรัส ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ และการ “ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง” ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากไวรัสเป็นเชื้อโรคที่แพร่กระจายอยู่ในทุก ๆ ส่วนของต้นพืช มิใช่มีอยู่เฉพาะตรงบริเวณที่แสดงอาการเท่านั้น  ฉะนั้นเมื่อกล้วยไม้ต้นใดเป็นไวรัสจะไม่มีทางรักษาให้หายได้ เมื่อมีอาการปรากฎรุนแรง ก็แนะนำให้เผาทิ้งเพียงอย่างเดียว

การป้องกัน

1.  รักษาความสะอาดเครื่องมือในการตัดแยกกล้วยไม้ โดยแช่เครื่องมือในน้ำยาที่มีส่วนผสมของ ฟอร์มาลีน 2 ส่วน โซเดียมไฮดร็อกไซด์ 2 ส่วน ผสมกับน้ำอีก 96 ส่วน แช่นานไม่น้อยกว่า 6 วินาที น้ำยานี้เมื่อใช้ไปนาน ๆ จะขุ่นสกปรก ก็ให้เททิ้งเปลี่ยนใหม่ หรืออาจใช้ ไตรโซเดียม ฟอสเฟทก็ได้

2.  อย่าขยายพันธุ์ ต้นที่ทราบแน่ว่าเป็นโรค ถ้าเผาทำลายเสียได้ก็ยิ่งดี

3.  การทำความสะอาดเครื่องมือตามข้อ 1 อาจไม่สะดวกกับการตัดแยกกล้วยไม้จำนวนมาก เช่นกล้วยไม้ตัดดอก ฉะนั้นอาจทำงานคราวละแปลง หรือคราวละโต๊ะ เมื่อจะย้ายไปตัดแยกแปลงใหม่ ก็ทำความสะอาดเครื่องมือเสียครั้งหนึ่ง หากมีไวรัส ก็จะแพร่ระบาดเพียงภายในแปลงเดียว ไม่ข้ามไปแปลงอื่น

เพลี้ยหอย-Scale insects และเพลี้ยแป้ง-Mealy bugs

เป็นแมลงปากดูด สำหรับเพลี้ยหอยนั้น บางท่านเรียกว่าเพลี้ยเกล้ด ตัวมีลักษณะคล้ายฝาหอยเกาะติดกับกล้วยไม้ พบทั้งที่ไรโซม ลำลูกกล้วย ต้น และใบ ตัวหรือเกล็ดนี้ มีขนาดเท่าหัวเข็มหมุด บางชนิดกลม รี หรือยาว ตัวแก่ที่เกาะติดกล้วยไม้อยู่นี้ ถ้าเขี่ยให้หลุดก็เคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้ ในที่สุดก็ตาย ส่วนตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้

สำหรับเพลี้ยแป้งนั้น ต่างจากเพลี้ยหอยตรงที่แทนที่จะสร้างเกราะหุ้มตัวเป็นสารแข็ง ๆ กลับสร้างเป็นสารสีขาวหุ้มตัวเอาไว้  พบระบาดมากกับกล้วยไม้ทุกขนาดที่ปลูกในเครื่องปลูกทึบ เช่น กาบมะพร้าว ออสมันดา โดยเพลี้ยแป้งจะไปเกาะกินที่รากแต่ก็พบเหมือนกันที่เกาะกินกับส่วนอื่นๆ รวมทั้งที่ก้านช่อดอก

การป้องกัน มดเป็นตัวการสำคัญที่นำเพลี้ยเข้ามาระบาดในเรือนกล้วยไม้ เพราะมดอาศัยกินน้ำหวานที่เพลี้ยขับถ่ายออกมา ฉะนั้น ถ้าเห็นมดเข้ามารบกวน ควรไล่ไปเสีย โดยใช้ยาเซฟวินฉีดพ่นที่ต้นกล้วยไม้ และพื้นเรือนเป็นครั้งคราว หมั่นสังเกตุบริเวณที่มดไต่ตอมมาก ๆ อาจจะพบเพลี้ย และถ้าเป็นมดไต่ขึ้นไต่ลงไปในเครื่องปลูกมักจะพบเพลี้ยเกาะอยู่ที่รก จะให้แน่ใจ ก็ควรถอนต้นที่มีมดนั้นออกมาดู

กล้วยไม้ที่จะนำเข้ามาใหม่ควรตรวจตราให้ถี่ถ้วน  ถ้าพบเพลี้ยควรจุ่มน้ำยามาลาไธออนก่อน  ถ้ามีมากจุ่มไม่ไหวจะฉีดพ่นเอาก็ได้ แต่สู้จุ่มไม่ได้

การกำจัด ถ้าพบเพลี้ยเล็กน้อยใช้มือเขี่ยออกหรือใช้แปรงสีฟันเก่า ๆ (ขนนิ่มแล้ว) ชุบน้ำแปรงเอาตัวเพลี้ยออก ถ้าระบาดมากให้ใช้ยา ไดเมทโธเอทฉีดพ่นให้ทั่ว

เพลี้ยไฟ (Thrips)

เพลี้ยไฟเป็นแมลงที่กินอาหารโดยวิธีเขี่ยดูด คือเขี่ยผิวของต้น ใบ ดอก ผล ให้ช้ำ ทำให้น้ำเลี้ยงเยิ้มออกมา แล้วก็ดูดกินอีกทีหนึ่ง เพลี้ยไฟเคลื่อนที่เร็ว ชอบหลบซ่อนตามหลืบ ซอกของดอก ของใบ เป็นแมลงขนาดเล็กเพียงประมาณ 1/25 นิ้ว และยาว 1/8 นิ้ว ตัวมีสีเหลือง สีเทา สีดำ มีปีก 2 คู่ ปีกมีลักษณะเป็นเส้นคล้ายขนไก่ แต่บอบบางมาก

เพลี้ยไฟนับเป็นแมลงที่ทำอันตรายกับกล้วยไม้ร้ายแรงที่สุด  เพราะจะกินผิวดอกทำให้สีของดอกส่วนนั้นหมดไป บางคนจึงเรียกว่า ตัวกินสี เราเลี้ยงกล้วยไม้ต้องการดูดอก  เมื่อออกดอกมาแล้วถูกทำลายจึงต้องนับว่าเป็นศัตรูร้าย เพลี้ยไฟชอบอาศัยเกาะทำลายตามบริเวณกลีบดอกที่ซ้อนทับกัน ซึ่งทำให้สีของดอกส่วนนั้นถูกทำลาย สำหรับดอกตูม  เมื่อถูกทำลายดอกจะฝ่อเหี่ยวร่วงหลุดไปก่อนบาน ถ้าถูกทำลายไม่รุนแรงนัก ดอกนั้นยังอาจเจริญจนกระทั่งบานได้ แต่จะพบว่ากลีบดอกหงิกงอ และมีรอยแผลที่กลีบดอกโดยทั่วไป

สำหรับเพลี้ยไฟที่ทำลายใบ มักเข้าทำลายใบอ่อนที่ยอดส่วนที่ซ้อนกันอยู่ ยังไม่โผล่ยื่นออกมา ทำให้ใบบริเวณดังกล่าว เกิดรอยแผลช้ำเป็นสีน้ำตาล คล้ายกับเอาของมีคมไปสกิดผิวใบ แผลนี้จะเปลี่ยนเป็นสีดำในภายหลัง

ฝักกล้วยไม้อาจถูกเพลี้ยไฟทำลายได้  ซึ่งจะทำให้ผิวฝักเป็นสีน้ำตาลและกร้าน ถ้าทำลายฝักที่กำลังเจริญเติบโต จะทำให้ชงักการเจริญเติบโต ถ้าทำลายฝักเพียงด้านเดียว ด้านที่ไม่ถูกทำลาย จะโตต่อไปทำให้ฝักงอ

การกำจัด

ฉีดพ่นด้วยยาไดเมโธเอท เมื่อพบว่ามีเพลี้ยไฟระบาด

ไรแดง(Mites)

ไรแดงไม่ใช่แมลง มันมี 8 ขา (แมลงมี 6 ขา) เท่ากับแมงมุม และนับเป็นญาติใกล้ชิดกันด้วย บางคนจึงเรียกว่า แมงมุมแดง ไรแดงตัวเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น ตัวเต็มวัยมีสีเหลืองส้มไปจนถึงสีม่วงแดง ทำลายกล้วยไม้ โดยดูดกินน้ำเลี้ยง ที่แผ่นใบ กาบใบ ปลายราก ในขณะดูดกินอาจปล่อยสารพิษเข้าไปในกล้วยไม้ด้วย ถ้าไรแดงทำลายที่กาบใบ โคนกาบใบบริเวณติดกับข้อจะมีสีดำ เมื่อฉีกกาบใบออกจะพบไรแดงอยู่บริเวณนั้น อาการดังกล่าวเรียกกันว่า โรคข้อดำ พบมากในกล้วยไม้สกุลหวาย คัทลียา และแวนดาใบกลม สำหรับการทำลายที่แผ่นใบ พบกับกล้วยไม้แทบทุกชนิด  โดยจะเข้าทำลายที่ผิวใบด้านล่างมากกว่าด้านบน บริเวณที่ถูกทำลาย ผิวใบจะกร้านและขรุขระ ถ้าใช้แว่นขยายส่องดูจะพบตัวไรแดง และพบใยสีขาวเต็มไปหมด (มันชักใยเช่นเดียวกับแมงมุมอื่น ๆ) หากการทำลายรุนแรง ผิวใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

การกำจัด

ใช้ยา เคลเทนชนิดน้ำ (Kelthane 18.5%EC) จำนวน 3-4 ช้อนแกง ผสมน้ำ 1 ปีบ ฉีดพ่นให้ทั่วทุกส่วนของกล้วยไม้ หลังใช้ยาแล้ว 7 วัน ให้ตรวจดู ถ้าพบไรแดงหลงเหลืออยู่อีก ให้ฉีดซ้ำห่างจากครั้งแรก 7-10 วัน เท่าที่เคยปฏิบัติ หากครั้งแรกฉีดพ่นยาได้ทั่วถึงดีแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซ้ำอีก



Comments are closed.

This entry was posted on October 4, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.