เรือนกล้วยไม้

เรือนเลี้ยงกล้วยไม้เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ จะต้องคำนึงถึง การสร้างเรือนโรงขึ้นนั้นก็เพื่อจะช่วยปรุงแต่งสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้เป็นข้อใหญ่  นอกจากนั้นเรือนกล้วยไม้อาจช่วยป้องกัน ความเสียหายจากลมพายุ จากการรบกวนของสัตว์ และอาจรวมไปถึงขโมยด้วยในบางท้องถิ่น

ในการสร้างเรือนกล้วยไม้นั้น ถ้าภัยอันเกิดจากสิ่งแวดล้อมรุนแรงมาก การสร้างก็ต้องพิถีพิถันขึ้น แต่ถ้าไม่รุนแรงก็สร้างให้ปรุงแต่งสิ่งแวดล้อมได้พอสมควร อย่างไรก็ตามเมื่อมีการก่อสร้างจะประณีตพิถีพิถันหรือไม่ก็ตาม ย่อมจะต้องมีค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างนั้นมีราคาแพง  จึงต้องคำนึงถึงการประหยัดให้มาก อย่าให้การสร้างโรงเรือนกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการเริ่มต้นปลูกเลี้ยงกล้วยไม้

นอกจากเรื่องการประหยัดแล้ว การออกแบบจะต้องให้ถูกใจกล้วยไม้ อย่าได้ถือใจเราเป็นใหญ่ เพราะผู้ที่จะเข้าไปอยู่ในเรือนนั้นคือกล้วยไม้ ไม่ใช่เรา ถ้ากล้วยไม้อยู่ไม่สบาย การเจริญเติบโตการออกดอกจะไม่เป็นไปตามปรกติ และถ้าความไม่เหมาะสมมีมากกล้วยไม้ก็อาจถึงตายได้  แต่ก็อย่าลืมว่ากล้วยไม้นั้นมีมากมายหลายร้อยหลายพันชนิด  ซึ่งมีความต้องการสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง  เพราะฉะนั้นเมื่อจะเลี้ยงกล้วยไม้ชนิดใดก็จะต้องปรุงแต่งเรือน ให้เหมาะสมกับกล้วยไม้ชนิดนั้น ๆ มิใช่สภาพของเรือนแบบเดียวจะเลี้ยงกล้วยไม้ได้งอกงามดีเหมือนกันหมด

ในการเลี้ยงกล้วยไม้นั้นถ้าหลีกเลี่ยงการสร้างเรือนโรงเสียได้ก็นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะจะช่วยให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ลงไปได้มาก การที่จะทำได้ดังนี้ก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกล้วยไม้ชนิดนั้น ๆ อยู่แล้ว  โดยไม่ต้องปรุงแต่งเช่นการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้สกุลหวายตามบริเวณชายทะเล ที่มีลมโชยตลอดวัน การสร้างเรือนดรงก็ไม่จำเป็นเพราะลมจะช่วยระบายความร้อนออกไป หรือการปลูกกล้วยไม้สกุลแมลงปอ ในภาคกลาง การสร้างโรงเรือนก็ไม่จำเป็น และถ้าเอากล้วยไม้พวกแมลงปอนี้เข้าไปเลี้ยงในเรือนจะไม่สมบูรณ์ไม่ออกดอกเพราะร่มเกินไป

การสร้างเรือนเลี้ยงกล้วยไม้ในประเทศไทยเรานั้น มีความต้องการที่จะลดความร้อนแรงของแสงแดดให้เบาบางลงเป็นข้อใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อความสุขสบายของกล้วยไม้นั่นเอง ตามความเป็นจริงแล้ว แสงสว่างเป็นสิ่งที่พืชสีเขียวหรือที่มีคลอโรฟิลล์(chlorophyll) ต้องการเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสังเคราะห์อาหาร ถ้าขาดแสงสว่างแล้วพืชพวกนี้จะมีสีเหลืองซีดและตายไปในที่สุด

แสงสว่างตามธรรมชาติที่พืชได้รับก็คือ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์หรือแสงแดดนั่นเอง  แต่แสงแดดนั้นมีความร้อนอยู่ด้วย  ความร้อนแรงของแสงแดดนี้ ถ้ามีมากเกินไป  อาจทำอันตรายให้แก่ต้นไม้ได้  การสร้างเรือนกล้วยไม้ ต้องสร้างให้ได้รับแสงธรรมชาติ เพราะเป็นของได้เปล่าไม่ต้องซื้อหาเหมือนแสงจากไฟฟ้า แต่จะต้องปรับให้พอเหมาะ และสามารถตัดความร้อนที่มากับแสงให้ลดความรุนแรงลง

การตัดความร้อนจากแสงแดดที่ทำได้ง่ายและประหยัด ก็คือพรางแสงให้อ่อนลง และที่นิยมที่สุดก็คือ ใช้ไม้ระแนงทำหลังคาเรือนเพื่อพรางแสง ในกรณีนี้ การตัดความร้อนจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักการตีระแนง คือจะต้องตีระแนงให้เงาของระแนง ภายในเรือนเคลื่อนที่อยู่เสมอจึงจะทำให้แต่ละจุดบนต้นกล้วยไม้ไม่ถูกเงาของระแนงบังทับอยู่ตลอดเวลา หรือได้รับแสงแดดตลอดเวลา  เพราะส่วนที่ได้รับแสงแดดตลอดเวลานั้นอาจร้อนมากจนสุกหรือไหม้ได้

หลักการตีไม้ระแนง

หลังคา  จะต้องตีระแนงให้ขวางตะวัน  คือหัวท้ายไม้ระแนงชี้ไปทิศเหนือและใต้ ไม่ว่าเรือนจะหันด้านกว้างและด้านยาวไปในทิศทางใดก็ตามระแนงหลังคาจะต้องอยู่ในแนวขวางตะวันอยู่เสมอ  ทั้งนี้เพราะโลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปสู่ตะวันออก หรือพูดกันง่าย ๆ ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก แล้วไปตกทางทิศตะวันตก การตีระแนงหลังคาขวางตะวันจะทำให้ เงาของไม้ระแนงเคลื่อนที่เสมอ แต่ถ้าตีระแนงตามตะวันบางจุดภายในเรือนจะถูกเงาระแนงบังตลอดวัน ส่วนอีกบางจุดจะได้รับแสงแดดตลอดวันทำให้กล้วยไม้ในเรือนได้รับอันตรายได้

ฝาเรือน  ในบางท้องถิ่นการสร้างเรือนกล้วยไม้จำเป็นต้องทำฝาเรือนด้วย เพื่อป้องกันลมพายุ และศัตรูบางชนิด นอกจากนั้นฝาเรือนยังช่วยกรองแสงแดดให้แก่กล้วยไม้ที่วางหรือแขวนเอาไว้ชิดขอบเรือนอีกด้วย  การตีระแนงฝาเรือนนี้สำหรับฝาทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกต้องตีระแนงในแนวนอน คือตีขนานกับพื้นดิน การตีระแนงแบบนี้ ก็เพื่อต้องการให้เงาของไม้ระแนง ภายในเรือนเคลื่อนที่อยู่เสมอเช่นเดียวกับระแนงหลังคานั่นเอง

ระแนงด้านทิศตะวันออกและตะวันตก  ซึ่งจะช่วยกรองแสงแดดที่สาดเข้ามาภายในเรือนเวลาเช้าและบ่าย เมื่อพระอาทิตย์สูงขึ้น ๆ ในเวลาเช้าและลดต่ำลง ๆ ในเวลาบ่ายและเย็น เงาของระแนงก็จะเคลื่อนที่อยู่เสมอเมื่อเราตีระแนงในแนวนอน

ระแนงด้านทิศเหนือกับทิศใต้นั้น มีโอกาสช่วยกรองแสงในบางฤดูที่แสงแดดสาดเข้าเฉียง คือในฤดูฝนแสงแดดจะสาดเฉียงเข้าทางทิศเหนือ และในฤดูหนาวแสงแดดจะสาดเฉียงเข้าทางทิศใต้ระแนงฝาด้านทิศเหนือ และใต้จะช่วยกรองแสงแดดที่สาดเข้าในเรือนตามฤดูกาลที่กล่าวนี้ และเงาของระแนงจะเคลื่อนที่อยู่เสมอเมื่อเราตีระแนงในแนวตั้ง

ถ้ามองดูผิวเผินจะเห็นว่า การตีระแนงแต่ละด้านไม่เหมือนกันคือ แนวตั้งบ้างแนวนอนบ้าง แต่ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วจะเห็นว่าไม้ระแนงทุกด้านรวมทั้งหลังคาอยู่ในแนวเดียวกันหมด คือขวางตะวัน จะเห็นได้ชัดเจนต้องลองสมมุติกางฝาทั้ง 4 ด้าน ออกให้อยู่ในแนวราบระแนงทุกด้านจะหันไปในทิศเดียวกันทั้งสิ้น

แบบหลังคา  หลังคาเรือนกล้วยไม้นิยมทำกันอยู่ 2 แบบคือ หลังคาแบนกับหลังคาหน้าจั่ว

หลังคาแบน  เป็นแบบหลังคาที่ก่อนสร้างได้ง่ายสิ้นเปลืองวัสดุน้อย จึงมีผลดีในแง่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่กล้วยไม้จะได้รับแสงไม่เหมาะสม ทั้งนี้เพราะเหตุว่าภายในเรือนจะได้รับแสงมากที่สุดในเวลาเที่ยง  ซึ่งลำแสงอาทิตย์ตั้งฉากกับหลังคา แต่เวลาเช้าและบ่ายจะได้รับแสงน้อยลง เพราะลำแสงอาทิตย์ทำมุมเฉียงกับหลังคา

โดยปกติแล้ว แสงที่ต้นไม้ได้รับประโยชน์มากที่สุด คือแสงตอนเช้าไปจนเกือบเที่ยงและแสงหลัง 14.00 น. ทั้งนี้เพราะแสงไม่แรงกล้านักความร้อนที่มากับแสงนั้นจึงร้อนน้อยส่วนเวลาเที่ยงถึง 14.00 น. นั้นแสงมักจะมีความร้อนแรงมาก จนอาจทำอันตรายแก่ต้นพืชบางชนิดได้

เมื่อหลังคาแบนทำให้กล้วยไม้ในเรือนได้รับแสงมากที่สุดในเวลาเที่ยง เพราะแสงส่องตรงลงมาทำมุมตั้งฉากกับระดับหลังคาแต่กลับได้รับแสงน้อยในเวลาเช้าและบ่าย ซึ่งแสงส่องเฉียงจึงกลับกันกับความต้องการของกล้วยไม้

หลังคาหน้าจั่ว  หลังคาแบบนี้สิ้นเปลืองวัสดุและแรงงานมากกว่าหลังคาแบนจึงทำให้เสียค่าใช้จายเพิ่มมากขึ้น แต่กล้วยไม้จะได้รับแสงอย่างเหมาะสม คือได้รับแสงมากนเวลาเช้าและบ่าย แต่จะได้รับแสงน้อนในเวลาเที่ยง  การจะให้เป็นไปดังกล่าวนี้จะต้องหันหน้าจั่วไปทางทิศเหนือและใต้  หลังคาก็จะเอียงรับแสงแดดอย่างเต็มที่ในเวลาเช้าและบ่าย ส่วนตอนเที่ยงแสงจะส่องลงมาเฉียง (เพราะหลังคาลาดเอียง) ทำให้แสงส่องเข้าไปในเรือนได้น้อยลง

มีการสร้างหลังคาอีกแบบหนึ่ง ที่ประหยัดค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับหลังคาแบนและถูกความประสงค์ของกล้วยไม้ใกล้เคียงกับหลังคาหน้าจั่ว  ซึ่งทำได้โดยการสร้างเป็นหลังคาแบน 2 ชั้น หลังคาแบนนี้มีโครงสร้างเช่นเดียวกับหลังคาแบนธรรมดา  แต่ตีไม้ระแนง 2 ชั้นสลับกัน สมมุติว่าจะสร้างเรือนเลี้ยงแวนดา  ซึ่งโดยปกติในภาคกลางใช้ไม้ระแนง 1 นิ้ว สี่เหลี่ยมตีห่างกัน 1 นิ้ว (ตี 1 อันเว้น 1 อัน) ถ้าจะสร้างเป็นหลังคาแบน 2 ชั้น ก็ให้เปลี่ยนเป็นตีระแนงห่างกัน 3 นิ้ว (ตี 1 อัน เว้น 3 อัน) เสร็จแล้วใช้ไม้ระแนงขนาดเดียวกันวางพาดขวางทับบนคานหลังคาเป็นระยะ ๆ แล้วตีระแนงข้างบนอีกชั้นหนึ่ง ให้ระแนงชั้นบนแต่ละอันอยู่กึ่งกลางระหว่างไม้ระแนงชั้นล่างซึ่งจะเท่ากับตีห่างกัน 3 นิ้ว เหมือนชั้นล่าง เมื่อตีเสร็จแล้วเราจะได้หลังคาที่มีระแนงห่างกัน 1 นิ้วฟุต (นับทั้ง 2 ชั้นรวมกัน) และหลังคา 2 ชั้นจะห่างกัน 1 นิ้วฟุตด้วย

จะเห็นได้ว่าหลังคาแบบนี้ไม่ต้องเพิ่ม ไม้โครงหลังคามากไปกว่า หลังคาแบนชั้นเดียว เพียงแต่เพิ่มไม้ระแนงพาดขวาง ตามแนวแปรับระแนงหลังคา เพื่อหนุนหลังคาชั้นบนสูงขึ้นเท่านั้น

หลังคาแบบนี้ช่วยทำให้ภายในเรือนได้รับแสงคล้ายกับหลังคาหน้าจั่ว คือเช้าและบ่ายได้รับแสงมากกว่าเวลาเที่ยง อย่างไรก็ตามหลังคาแบน 2 ชั้น ก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ในขีดจำกัด ในเมื่อการตีระแนงไม่ห่างกันจนเกินไปนัก ถ้าทำเรือนกล้วยไม้ที่ต้องการแสงมากเช่นแวนด้าใบร่อง ซึ่งอาจตีระแนงห่างกัน 3-4 นิ้วฟุต แบบนี้หลังคาแบนชั้นเดียวหรือ 2 ชั้น ก็ได้รับประโยชน์ไม่แตกต่างกันเพราะเปอร์เซ็นต์การหรี่แสงในตอนเที่ยงจะลดลง เมื่อระแนงห่างมากขึ้น ที่กล่าวมานี้มิได้หมายความว่าหลังคาแบน 2 ชั้นดีเท่าหลังคาหน้าจั่ว ฉะนั้นถ้าจะสร้างเป็นหน้าจั่วได้ก็นับว่าดีที่สุด ถ้าเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ อาจทำเป็นหลาย ๆ จั่วเรียงต่อกันก็ได้ โดยจั่วต้องหันหน้าไปทิศเหนือและใต้

การลดอุณหภูมิภายในเรือน  การตีระแนงหลังคาให้ถูกหลักเกณฑ์เพียงอย่างเดียวยังไม่พอเพียงที่จะทำให้กล้วยไม้อยู่อย่างสุขสบายเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องปรุงแต่งให้ภายในเรือนมีสภาพเหมาะสมกับกล้วยไม้ยิ่งขึ้น สิ่งที่จะปฏิบัติได้ประการแรกคือเรื่องความสูงของเรือน ความสูงนี้มีส่วนสัมพันธ์กับอุณหภูมิในเรือนอยู่มาก เพราะหลังคาเรือนยิ่งเตี้ยความร้อนภายในจะยิ่งสูงขึ้น สังเกตได้ง่าย ๆ จากอาคารหลังคาเตี้ยจะร้อนกว่าอาคารหลังคาสูง เพราะฉะนั้นการสร้างเรือนกล้วยไม้ควรมีหลังคาสูง 3.0-4.5 เมตร จึงจะเหมาะ จะให้สูงกว่านี้ก็ได้แต่จะเปลืองไม้เสามากเกินความจำเป็นอย่างไรก็ตาม  การสร้างเรือนขนาดเล็กถ้าสร้างสูงเกินไปจะดูรูปทรงไม่สมส่วนอาจลดให้เตี้ยลงมาได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรให้เตี้ยกว่า 2.5 เมตรเรือนเล็กแต่สูงมากจะเก็บความชื้นไม่ใคร่อยู่ควรคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย

อีกส่วนหนึ่งที่จะลดอุณหภูมิได้คือพื้นเรือนโดยทำให้พื้นเรือนอุ้มน้ำและระเหยน้ำได้ดี ในขณะที่น้ำระเหยกลายเป็นไอนั้นจะต้องใช้ความร้อน  ไอน้ำก็จะพาความร้อนออกไป ผิวเรือนที่ระเหยน้ำได้เร็วเท่าไรก็จะเย็นลงมากเท่านั้น สังเกตจากตัวเรา เวลาอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ จะรู้สึกเย็น (ถ้าอากาศมีความชื้นไม่มากถึงจุดอิ่มตัว) ทั้งนี้เพราะน้ำที่เกาะติดผิวหนังระเหยเป็นไอออกไปจึงพาความร้อนออกไปด้วย หรือถ้าเอาแอลกอฮอล์มาทาผิวหนังจะรู้สึกเย็นกว่าน้ำ ทั้งนี้เพราะแอลกอฮอร์ระเหยเร็วกว่าน้ำนั่นเอง

ตัวอย่างการปรับพื้นเรือนก็เช่นใช้อิฐปูพื้น อิฐซึ่งมีรูพรุนจะเก็บซับน้ำเอาไว้บ้างแล้วน้ำเหล่านี้ก็จะระเหยกลายเป็นไอออกไปเรื่อย ๆ ขณะที่น้ำระเหยนั้นจะต้องใช้ความร้อนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงทำให้อุณหภูมิภายในเรือนลดต่ำลง  อนึ่งการปูอิฐลงบนพื้นดินนั้น อาจทำให้เฉอะแฉะสกปรกได้ง่าย เพราะดินใต้อิฐระบายน้ำได้ช้า(ในท้องถิ่นที่ดินระบายน้ำได้ยาก) ฉะนั้นก่อนปูอิฐควรขุดหน้าดินออก แล้วใส่ถ่านแกลบลงไปรองพื้นก่อนถานแกลบจะช่วยซับน้ำเอาไว้ไม่ทำให้แฉะ แต่กลับช่วยให้แผ่นอิฐชื้นอยู่เสมอ นอกจากนั้นการปูอิฐบนถ่านแกลบจะปูได้ง่าย  และเรียบกว่าปูบนดิน สำหรับท้องถิ่นใดที่หาถ่านแกลบได้ยากอาจใช้ทรายหรือถ่านผงก็ได้ แต่จะเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าถ่านแกลบ สำหรับอิฐนั้นอาจใช้คอนกรีตบล็อคแทนก็ได้

ช่องทางเดินภายในเรือนจะเทคอนกรีตก็ได้  แต่ไม่จำเป็นนัก ส่วนการเทคอนกรีตพื้นเรือนทั้งหมดนั้นมีควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะพื้นคอนกรีตไม่ซับน้ำ การระเหยของน้ำไม่มีจึงไม่ช่วยลดอุณหภูมิแต่จะกลับเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น และยังต้องลงทุนสูงขึ้นอีกด้วย

ราวแขวนกล้วยไม้  กล้วยไม้ที่แขวนในเรือนไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะแขวนไว้กับไม้ระแนงหลังคา  เพราะนอกจากจะสูงเกินไปปฏิบัติดูแลได้ลำบากแล้ว ต้นกล้วยไม้ยังอยู่ชิดกับหลังคามากทำให้ได้รับความร้อนมากอีกด้วย ความสูงของราวแขวนต้องกะให้พอเหมาะ คือเมื่อแขวนกล้วยไม้แล้วกระถางต้องอยู่ในระดับที่ปฏิบัติงานได้สะดวก ไม่สูงเกินไปจนต้องเอื้อมหรือเขย่งและไม่ต่ำเกินไปจนต้องก้ม ปกตินิยมให้ปากกระถางสูงอยู่ในระดับเอวถึงอกของเจ้าของเรือนซึ่งจะสูงจากพื้นประมาณ 125-145 เซ็นติเมตร จะสูงหรือเตี้ยขนาดไหน ขึ้นอยู่กับความสูงและความถนัดของเจ้าของเรือน และก่อนทำราวแขวนสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอีกอย่างหนึ่งคือ ลวดแขวนกระถาง ลวดแขวนที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีความยาวแตกต่างกัน 3 ขนาด คือ

ขนาดยาว ยาวประมาณ 100 ซม.

ขนาดกลาง ยาวประมาณ 90 ซม.

ขนาดสั้น ยาวประมาณ 80 ซม.

ก่อนอื่นต้องตัดสินใจเสียก่อนว่าจะใช้ลวดแขวนขนาดใด แล้วนำลวดขนาดนั้นมากะระยะทำราวแขวน เช่นต้องการใช้ราวขนาดยาว(ยาว 100 ซม.) และต้องการให้ปากกระถางสูงจากพื้น 130 ซม. ราวแขวนก็ควรจะสูงจากพื้นประมาณ 230 ซม.

การใช้ลวดแขวนนี้ควรใช้ขนาดเดียวกันโดยตลอด  ถ้าใช้ลวดขนาดต่างกัน เมื่อแขวนแล้วกระถางจะสูง ๆ ต่ำ ๆ ขาดความสวยงาม และความเป็นระเบียบ

จำนวนแถวของราวแขวนจะมากหรือน้อย  ต้องคำนึงถึงความสะดวกในการปฏิบัติบำรุงกล้วยไม้ ถ้าแขวนน้อยแถวเกินไปจะเสียพื้นที่เป็นช่องทางเดินมากเกินจำเป็น แต่ถ้าแขวนมากแถวเกินไป การปฏิบัติบำรุงกล้วยไม้แถวกลาง ๆ ทำได้ยาก ขาดความสะดวก และอาจทำให้กล้วยไม้ถูกกระทบกระเทือนจากากรปฏิบัติของเราได้มาก หลักการพิจารณามีดังนี้  ถ้ามีทางเดินเข้าไปได้ด้านเดียว (อีกด้านหนึ่งอยู่ชิดฝา) เมื่อยืนอยุ่บนทางเดินในเรือนให้สามารถยื่นมือเข้าไปปฏิบัติกล้วยไม้แถวในได้สะดวก  ปกติก็จะแขวนกล้วยไม้ได้ 3-4 แถว ถ้ามีทางเดินขนาบ 2 ข้าง เมื่อยืนอยู่บนทางเดินให้สามารถยื่นมือเข้าไปปฏิบัติกล้วยไม้แถวกลางได้สะดวก  ปกติก็จะแขวนกล้วยไม้ได้ 6-8 แถว

สำหรับระยะห่างของราวแขวนต้องให้เหมาะสมกับกล้วยไม้ และภาชนะปลูกคือต้องไม่แขวนให้เบียดกันจนเกินไป จะทำให้รูปทรงของกล้วยไม้เสียและก็ไม่ควรห่างกันจนเกินไปจะทำให้เปลืองพื้นที่และทำให้ลมโกรกกระถางมาก ความชื้นจะแห้งระเหยเร็วเกินควร

ไม้ที่ใช้ทำราวแขวน อาจใช้ไม้ระแนงขนาด 1 ½ x 1 ½ นิ้ว ลบเหลี่ยมด้านบน 2 ด้านออกเสียก่อน หรืออาจใช้ท่อประปาขนาด 6/8 นิ้วถึง 1 นิ้ว ก็ได้แต่จะแพงกว่าไม้มาก และท่อประปานี้จะลื่นหากลมพัดแรง ๆ กล้วยไม้ที่แขวนอยู่อาจลื่นมารวมกันได้

โต๊ะวางกระถาง  การปลูกกล้วยไม้บางชนิดนิยมวางตั้งโต๊ะไม่นิยมแขวน  โดยใช้ไม้ระแนงหรือลวดตาข่ายทำเป็นพื้นโต๊ะวางกล้วยไม้ โต๊ะนี้ควรทำเป็นพื้นราบ อย่าทำเป็นแบบขั้นบันได เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองวสดุและค่าแรงงานเพิ่มขึ้นแล้ว กล้วยไม้จะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร  เพราะชั้นจะบดบังแสงกล้วยไม้ชั้นล่างในเวลาที่พระอาทิตย์ส่องเฉียง และรูปทรงของต้นอาจจะเสีย เพราะต้นไม้จะพยายามเบนลำต้นเข้าหาแสงสว่างอยู่แล้ว

ความสูงของโต๊ะ  กะให้พอเหมาะสะดวกในการปฏิบัติบำรุงซึ่งนิยมทำโต๊ะสูงเท่าหรือต่ำกว่าระดับกล้วยไม้แขวน คือพื้นโต๊ะสูงจากพื้นเรือนประมาณ 75 ถึง 100 ซม.

กล้วยไม้ที่วางบนโต๊ะนี้  ถ้าเป็นชนิดที่ทรงต้นสูง มักล้มง่ายจึงมีวิธีทำโต๊ะวางอีกแบบหนึ่ง โดยตีพื้นโต๊ะด้วยไม้ระแนง ให้ห่างกันพอที่ตัวกระถางจะลอดผ่านได้ แต่ขอบปากกระถางผ่านไม่ได้ เมื่อเอากระถางวางลงบนโต๊ะ ตัวกระถางจะลอดไปอยู่ใต้โต๊ะ ส่วนขอบกระถางจะเกี่ยวติดกับไม้ระแนงพื้นโต๊ะ

การวางกระถางแบบนี้ไม้ระแนงที่ขนาบอยู่จะช่วยยึดไม่ให้กระถางล้มได้ และก้นกระถางจะโปร่งขึ้นระบายถ่ายเทอากาศได้ดีกว่าวางบนโต๊ะเฉย ๆ แต่การทำโต๊ะจะต้องประณีตเป็นพิเศษ เพราะถ้าตีไม้ระแนงห่างเกินไปกระถางก็จะลอดหลุดลงไปได้ และถ้าถี่เกินไปก็จะสวมกระถางไม่ลง นอกจากนั้นกระถางที่ใช้กับโต๊ะหนึ่ง ๆ ต้องเป็นขนาดเดียวกันหมด และต้องซื้อจากโรงงานเดียวเป็นประจำ ทั้งนี้เพราะแต่ละโรงงานจะทำกระถางมีขนาดแตกต่างกัน  ซึ่งแม้จะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยก็มีปัญหาในเรื่อง คับหรือหลวมเกินไป

ในปัจจุบันการเล่นกล้วยไม้ได้เป็นที่นิยมของบุคคลแทบทุกวัย  และทุกอาชีพ ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตรอันดีของวงการกล้วยไม้ของประเทศ  ถ้าสังเกตตามตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่ ๆ มักจะทำเรือนเลี้ยงกล้วยไม้ไว้บนดาดฟ้าด้วย  เรือนกล้วยไม้ในที่สูงนั้นมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ป้องกันขโมยได้ ป้องกันโรคแมลงจากบริเวณใกล้เคียงได้ ฝุ่นละอองที่จะมาจับดอกและใบให้เสียสวยก็ไม่มี แต่เรือนกล้วยไม้บนดาดฟ้าส่วนมากมักจะสร้างเตี้ยเกินไปประการหนึ่ง  และตีระแนงตามรูปทรงของพื้นที่ไม่ได้คำนึงถึงทิศทางของแสงแดดอีกประการหนึ่ง  จึงทำให้ขาดความเหมาะสมกับกล้วยไม้ไปมาก ประกอบกับดาดฟ้าตึกเป็นคอนกรีด เรือนกล้วยไม้และบริเวณโดยรอบจึงร้อนเป็นอย่างยิ่ง หมดแสงแดดไปแล้วตั้ง 2-3 ชั่วโมง ก็ยังร้อนอยู่

ความบกพร่องต่าง ๆ นี้ควรจะแก้ไขได้ โดยพื้นเรือนจะต้องก่ออิฐทำขอบใส่ถ่านแกลบแบบเรือนบนพื้นดิน  หรือถ้าคงพื้นคอนกรีตเอาไว้ก็ต้องรดน้ำพื้นเรือนให้เปียกโชกอยู่เสมอ จะช่วยคลายความร้อนได้บ้าง แต่ปัญาเรื่องตะไคร่น้ำจับทำให้สกปรกและลื่นก็จะตามมา คงต้องหมั่นขัดหมั่นถูกันเป็นประจำ  การแก้ไขสิ่งเหล่านี้สถาปนิกคงจะช่วยได้ ถ้าเขารู้ความประสงค์ว่าเราต้องการอย่างไร เคยพบบางแห่งใช้หญ้าสนามชนิดทนร่มได้ดีปูพื้นเรือนและบริเวณโดยรอบบนดาดฟ้า  ซึ่งช่วยลดความร้อนได้มาก

อย่างไรก็ตาม เรือนต้นไม้บนดาดฟ้าก็ยังเหมาะกับการปลูกกล้วยไม้มากกว่าพันธุ์ไม้อย่างอื่น ถ้าปลูกกุหลาบ บอน โกสน การขนดินขึ้นลงคงเป็นปัญหาใหญ่สู้การเลี้ยงกล้วยไม้ไม่ได้แน่ ๆ



Comments are closed.

This entry was posted on October 3, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.