garden1หลักศิลปในการออกแบบสวน

PRINCIPLE OF DESIGN

1. ความกลมกลนกัน (Unity)

2. รูปแบบของสวน (Styles)

3. เวลา (Time)

4. สัดส่วน (Scale)

5. การแบ่งพื้นที่จัดสวน (Space Division)

6. เส้น (Line)

7. รูปร่าง (Form)

8. ผิวสัมผัส (Texture)

9. สี (Color)

10. หลักจิตวิทยาในการออกแบบ (Psychology of Design)

นอกเหนือจากความรู้เรื่องโครงสร้างของบ้าน บุคคล และปัญหาต่าง ๆ แล้วการออกแบบจัดสวนก็มีอาจจะสมบูรณ์ได้ถ้าปราศจากรอบรู้ทางด้านศิลป ซึ่งนับเป็นหัวใจ และเป็นรากฐานสำคัญ ในการออกแบบเบื้องต้นไปจนถึงการออกแบบที่ยุ่งยากต่อไป ซึ่งความรู้ทางด้านศิลปนี้ผู้ใช้จำต้องทราบและเก็บส่วนละเอียดปลีกย่อยทั้งหมดเอาไว้ เมื่อถึงจังหวะและเวลาที่เหมาะสมก็ต้องนำเอาความรู้เหล่านี้ออกมาให้ได้ทันทีจนบางครั้งผู้ใช้ก็แทบจะไม่รู้สึกตัวว่าได้ใช้ความรู้ทางศิลปออกไป หรืออีกนัยหนึ่งก็นับว่าเป็นการฝึกฝนรสนิยมของตนเองให้มีพื้นฐานความงามของด้านศิลปเพียงพอ ที่จะนำไปใช้ได้ทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน การตกแต่งภายในบ้านการเลือกเสื้อผ้าเลือกข้าวของ เครื่องใช้ต่าง ๆ เนื่องจากไม่มีกฎตายตัวว่าของดีมีรสนิยมจำเป็นจะต้องแพงเสมอไป เพราะฉะนั้นศิลป จะช่วยดัดแปลงให้ของทุกอย่างแลดูมีคุณค่าน่าใช้ยิ่งขึ้น

ศิลปเกี่ยวกับการจัดสวนมีพื้นฐานคล้ายคลึงกับศิลปกับด้านอื่น ๆ เช่น ด้านจิตรกรรม, ปฎิมากรรม มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่แตกต่างกันออกไป ตามความเหมาะสมสิ่งแรกที่ควรพิจารณา ก็คือ

1. ความกลมกลืมกัน (Unity)

ลักษณะความกลมกลืนกันภายในสวนขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ของสวน, อาคารสถานที่ และต้นไม้ที่ใช้ปลูก

ลักษณะของพื้นที่ของสวนได้แก่ รูปแบบของพื้นที่ทั่วไปในสวน เช่น เป็นรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมรูปแบบต่าง ๆ นับเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดลักษณะของสวนได้ ส่วนอาคารสถานที่ก็มีรูปแบบต่างกันออกไป เช่น อาคารในยุคสมัยเก่า ใหม่ ฯลฯ

ต้นไม้ที่ใช้ปลูกก็เลือกให้ถูกชนิดตามความเหมาะสมกับลักษณะพื้นที่และตัวอาคาร สวนในสมัยเก่าจะเห็นว่ามีลักษณะที่เรียบง่าย เนื่องจากวัสดุมีจำนวนจำกัด และมีจุดมุ่งหมายไปในทางเดียวกัน เช่น ปลูกเพื่อเป็นอาหาร, ปลูกเพื่อทำให้สภาพพื้นที่ร่มรื่นขึ้น เนื่องจากเป็นทะเลทราย แต่ในปัจจุบันเจ้าของบ้านมีความต้องการและจุดมุ่งหมายมากกว่าเดิม จำต้องเลือก วัสดุที่มีอยู่มากให้เข้ากันได้หรือกลมกลืนกันกับลักษณะของสวน รวมทั้งเข้ากับพรรณไม้ต่าง ๆ ด้วย

ดังนั้นควรจะได้รู้จักวัสดุต่าง ๆ อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพรรณไม้ไหม่ ๆ หรือวัสดุอื่น ๆ เพื่อหาความกลมกลืนกันให้ได้ภายในสวน ยกตัวอย่างเช่น เราจะจัดสวนเป็นแบบตื่นเต้น ก็ควรเลือกชนิดอาคารให้มีลักษณะสมัยใหม่ ใช้วัสดุที่แปลกตาให้ความรู้สึกแก่ผู้ดูในทางตื่นเต้น หรืออาจจะเป็นไปในทางลึกลับสวยงามก็ได้ พรรณไม้ใหม่มีดอกสีสรรสดสวย หรือรูปร่างที่แปลกประหลาด นอกจากนี้รูปร่างของลักษณะพื้นที่ก็ควรจัดให้ผู้ดูเกิดความคล้อยตาม เช่น จัดเป็นรูปร่างทางเดินที่ล่อผู้ดูให้ไปยังจุดที่เราต้องการจะโชว์ภายในสวน หรือเป็นทางเดินเล่นสบาย ๆ มีที่นั่งพักเป็นระยะ ๆ ไป

2. รูปแบบของสวน (Styles)

เดิมทีเดียวการจัดสวนมีอยู่ 2 แบบ คือ

ก. แบบ Formal Style คือ การจัดสวนที่อยู่อาศัยรูปทรงเรขาคณิตเป็นหลัก เช่น จัดรูปร่างของพื้นที่ ต้นไม้ เป็นรูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ทรงกระบอกและอื่น ๆ รวมทั้งนิยมจัดให้มีความสมดุลย์กันทั้งด้านซ้ายและขวา ซึ่งต้องเหมือนกันและเท่ากันทุกอย่าง

ข. แบบ Informal Style คือ การจัดสวนที่ไม่อาศัยรูปทรงเรขาคณิตเป็นหลัก แต่อาศัยหลักสมดุลย์ในการจัดวาง หรือจังหวะให้พอดีกันโดยไม่จำเป็นต้องมี 2 ข้างเท่ากันได้ นิยมใช้เส้นโค้งมากกว่าเส้นตรง สามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยม หรือแม้แต่รูปทรงของต้นไม้ก็ปล่อยให้เป็นรูปทรงอิสระ ไม่ตัดแต่งจนเสียรูปทรงตามธรรมชาติแต่อย่างใด

ค. ต่อมาเนื่องจากอิทธิพลของรูปเขียนสมัยใหม่ ทำให้มีการจัดสวนแบบ Abstract Style ขึ้น คือ จัดไม้เป็นกลุ่มใหญ่เน้นเรื่องการใช้สีระหว่างต้นไม้ นิยมใช้ไม้พุ่มมากกว่า การจัดสวนแบบนี้ได้ยอมรับเป็นแบบหนึ่งในการจัดสวนและเป็นที่นิยมทั่วไปในยุโรปในช่วง 10-20 ปีหลังนี้

3. เวลา (Time)

ระยะเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การออกแบบจัดสวน แตกต่างกับศิลปด้านอื่น ๆ เพราะงานศิลปทางด้านจิตรกรรมหรือปฎิมากรรม เมื่อทำตามรูปแบบที่วางไว้แล้วก็เป็นอันว่าเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปโชว์หรือประดับที่ใดได้ทันที แต่ศิลปทางด้านการจัดสวนอาจใช้เวลานับสิบปีเพื่อการตัดแต่ง หรือรอคอยให้ต้นไม้มีรูปร่างที่สมบูรณ์แบบตามที่ผู้ออกแบบได้คิดภาพไว้

ดังนั้นงานด้านจัดสวนไม่ใช่เฉพาะช่างฝีมือก็ทำได้ทุกคน มีเฉพาะบางคนที่เป็นศิลปินพอสมควร คือ สามารถมจินตนาการถึงภาพและตำแหน่งของต้นไม้ต่าง ๆ ภายในสวนที่สมบูรณ์งดงามแล้วได้ และมีความสามารถในเรื่องธรรมชาติของต้นไม้ในอันที่จะเลือกชนิดของต้นไม้และปลูกตามวิธีการที่ถูกต้อง และมีความอดทนเพียงพอที่จะรอชมผลที่งดงามดังที่ได้ตั้งภาพพจน์ไว้ แม้จะเป็นระยะเวลาอันยาวนานก็ตามที

4. สัดส่วน (Scale)

การจัดสัดส่วนในการจัดสวนให้ได้จังหวะที่ดีและสวยงามนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่าง เพื่อให้เกิดสัดส่วนที่ดี และน่าสนใจดังนี้

สัดส่วนในการจัดสวนเปรียบเหมือนกับการจัดตกแต่งภายในบ้าน โดยถือว่าสวนเป็นห้อง 1 ห้องทุกครั้งที่จัดโดยมีองค์ประกอบดังนี้

เพดานของห้อง หรือแปลนบน (Overhead Plane) ได้แก่ท้องฟ้า, เรือนยอดของต้นไม้,หลังคา, ชายคา, เรือนระแนง

ผนังของห้องหรือแปลนตั้ง (Vertical space divider) ได้แก่ ผนัง, รั้ว, ต้นไม้,พุ่มไม้

พื้นห้อง หรือแปลน (Base Plane) ได้แก่ ทราย, น้ำ, ดิน

การจัดสวนให้ได้ลักษณะที่ดี และน่าประทับใจจะขาดองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้เพราะจะทำให้ความรู้สึกสมดุลย์ และเหมาะสมสูญหายไปยกตัวอย่าง เช่น

เราจัดที่นั่งเล่นภายในสวน โดยมีเก้าอี้นั่งเล่น วางอยู่บนสนามหญ้าที่กว้างใหญ่ทำให้ดูเวิ้งว้าง อึดอัดหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ อากาศก็ร้อน เนื่องจากไม่มีเรือนยอดของต้นไม้ เป็นแปลนบนไม่มีไม้พุ่มอยู่ใกล้ ๆ เป็นขอบ เขตเพื่อแสดงถึงส่วนตั้ง จึงมีแต่แปลนพื้นเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้สวนก็มีส่วนต่อเนื่องกับสัดส่วนของมนุษย์ด้วย ผู้ออกแบบต้องพยายามเปรียบเทียบถึงลักษณะของสวนด้วย ว่าเป็นสวนสำหรับเด็ก, ผู้ใหญ่, วัยชรา ฯลฯ ในสมัยก่อนนั้นพยายามสร้างสวนกว้างใหญ่มองเห็นได้ง่าย เป็นระเบียบ ไม่มีลักษณะที่สงสัย

ชาวฝรั่งเศสได้สร้างสวนของตนเองกว้างใหญ่โดยเปรียบเทียบเป็นโลกของเขาที่สร้างขึ้น ตามใจปรารถนา ส่วนความต้องการของคนปัจจุบันต้องการให้สวนเป็นสถานที่ส่วนตัวเล็ก ๆ ที่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่และมีลักษณะที่เป็นไปตามแบบที่งดงามของธรรมชาติ

5. การแบ่งพื้นที่จัดสวน (Space Division)

รูปแบบของการจัดสวนมีผลเนื่องมาจากการแบ่งสัดส่วนกัน ระหว่างที่โล่ง (open space) กับที่ทึบ (solid mass) ซึ่งแล้วแต่ว่าจะจัดให้มีสิ่งใดมากน้อยกว่ากัน ซึ่งเป็นข้อเตือนใจที่ดีสำหรับนักจัดสวนว่าสมควรจัดให้มีทั้งที่โล่งและที่ทึบประกอบกันไปอย่าให้มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่โล่ง หมายถึง น้ำ, ดิน, หญ้า

สิ่งที่ทึบ       “        ภูเขา, ต้นไม้, อาคารสถานที่

การจัดสวนแต่ละแห่งมีการแบ่งเส้นระหว่างที่โล่งและที่ทึบ (Open space and Solid mass) ต่างกัน เช่น ชาวฝรั่งเศสชอบให้ระเบียงต่อจากห้อง (ที่โล่ง) และแบ่งระเบียงเป็นแต่ละส่วน ๆ เท่า ๆ กัน โดยมีการปิดกั้นด้วยผนังของต้นไม้ (ที่ทึบ) เพื่อเป็นขอบ

6. เส้น (Line)

เส้นเป็นตัวทำให้เกิดความหมายต่าง ๆ กันออกไป ในการจัดสวนแต่ละครั้งจำต้องมีการใช้เส้นหลายชนิด เพื่อนำมาประกอบกับเข้าให้ได้ดังจุดมุ่งหมายของผู้ออกแบบ ซึ่งแต่ละจุดมุ่งหมายที่ใช้เส้นต่างกันออกไปโดยทั่วไปแล้วเส้นให้ความรู้สึกดังนี้

เส้นที่ไปตามแนวนอน    – ให้ความรู้สึกสงบ พักผ่อน

เส้นในแนวตั้ง 90° – ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว เพราะคนต้องมองขึ้น

เส้นทะแยงมุม, เส้นขวาง หรือซิกแซก – ทำให้เกิดความรู้สึกว่องไว และมีชีวิตจิตใจ

เส้นโค้ง และเนินเขา – ไม่เคลื่อนไหวเร็วเท่าซิกแซก จะช้าและนุ่มนวลกว่า

แต่ถ้าเส้นโค้ง ที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และกระทันหัน จะทำให้เกิดการ กระตุ้น หรือความรู้สึกที่มีชีวิตจิตใจ

7. รูปร่าง (Form)

เส้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อเรานำเอาเส้นมาประกอบกันเข้าจะได้เป็นรูปร่างต่าง ๆ เช่น รูปร่างของทางเดินในสวน รูปร่างของสนามหญ้า เป็นต้น ส่วนความกลมกลืนกันแต่ละรูปต่าง ๆ นั้น ผู้ออกแบบต้องเป็นผู้ใช้ความสามารถจัดวางให้ทุกส่วน ภายในสวนมีความสัมพันธิ์กันเอง โดยอาจจะคิดถึงเรื่องสัดส่วน หรือการแบ่งพื้นที่หรือสี เป็นต้น

โดยปกติแล้ว รูปร่าง ของสวนก็คงจะเป็นแบบรูปทรงเรขาคณิต และแบบธรรมชาติเท่านั้น

เท่าที่กล่าวไปแล้วเป็นรูปร่าง (Form) ทางด้านแปลน ซึ่งใช้เส้นประกอบขึ้น นอกจากนี้ยังมีรูปร่างทางแนวอื่น ๆ อีก เช่นแนวตั้ง คือ รูปทรงศาลา, รูปทรงของต้นไม้ ฯลฯ.

8.  ผิวสัมผัส (Texture)

สิ่งสำคัญของผิวสัมผัส คือ ช่วยทำให้รูปแบบต่าง ๆ แลดูเด่นขึ้น ผิวสัมผัสก็แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ผิวสัมผัสที่หยาบ และละเอียด

พื้นผิวที่หยาบ จะทำให้เกิดความรู้สึกกล้าแข็ง, บังคับ (เหมือนกับเส้นตรง) และให้ความรู้สึกเยิ่นเย้อไบราณ

พื้นผิวที่ละเอียดจะให้ความรู้สึกร่าเริงและยุ่งนิด ๆ เพราะผิวที่ละเอียดจะแลดูลึกลับกว่าผิวหยาบ

สวนของชาติต่าง ๆ ก็มีการใช้ผิวสัมผัส (texture) แตกต่างกันออกไปตามโอกาส เช่น

  • สวนญี่ปุ่น มีผิวสัมผัสตัดกันระหว่าง หิน, ต้นไม้ รูปร่างของทราย และน้ำ
  • สวนของชาวเสปญ มีผิวสัมผัสต่างกันระหว่าง เหล็กดัด, ผนัง, พื้น และต้นไม้ อย่างชัดเจน
  • สวนของชาวอังกฤษ มีผิวสัมผัสที่กลมกลืนกัน แบ่งแยกได้ยากระหว่าง ผิวสัมผัสของหญ้า, ไม้ผลัดใบ, ตัวอาคาร แม้แต่รูปปั้นก็อยู่ในเงาหมอกที่มองเห็นไม่ค่อยชัด มีเพยงบางส่วนเท่านั้นที่ทำให้ตัดกันเพื่อดูเด่นขึ้น
  • สวนสมัยโบราณของ California ใช้หินเรียบ ๆ เป็นก้อนเพื่อเป็นพื้นผนังปลูกต้นไม้เป็นกลุ่มใหญ่
  • สวนสมัยใหม่ของ California ใช้ผนังหินหยาบๆไม้ กระจก และคอนกรีต

9. สี (Color)

สีช่วยให้ความสว่างไสวแก่สวน และให้ความหมายแตกต่างกันมากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้สี ไม่ว่าจะเป็นสีของต้นไม้ ดอกไม้ ทางเดิน ผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรืออื่น ๆ ก็ตามที ควรเรียนรู้และทราบถึงทฤษฎีสีพอสมควร จะช่วยให้เราสามารถจัดกลุ่มสีของสวนได้กลมกลืนและสวยมากขึ้น

แม่สีมีอยู่ 3 สี คือ สีแดง, สีเหลือง, สีน้ำเงิน

เมื่อผสมแม่สี 3 สี

จะได้สี ส้ม, เขียว, ม่วง

เมื่อผสมอีกครั้ง จะได้สี

สีเหลืองส้ม

สีเหลืองเขียว

เขียวน้ำเงิน

สีม่วงน้ำเงิน

สีม่วงแดง

สีส้มแดง

การจัดสวนถ้าต้องการให้กลมกลืนในเรื่องสีควรเลือกกลุ่มสีก่อนว่าจะเอากลุ่มสีร้อน หรือสีเย็น

ถ้าเลือกสีเย็นก็ควรเลือก  สีน้ำเงิน, เขียว, คราม

ถ้าเลือกสีร้อนก็ควรเลือก สีส้ม, เหลือง, เขียว ส้ม, แดง, ม่วง

นอกจากนี้แล้วก็มีความอ่อนแก่ของสีด้วย เช่น เขียวแก่, เขียวอ่อน, ส้มแก่, ส้มอ่อน จะทำให้ใด้สีสวย หลายสี

ในกรณที่บางจุดมีสีกลมกลืนมากไป เราต้องการเน้นให้เด่นสดใส ก็ใช้สีตัดกันได้ เช่น แดงกับเขียว, ส้มกับน้ำเงิน

ปัญหาเรื่องสีจะทำให้คุณค่าของความสวยงามน้อยลง เช่นเจ้าของบ้านเลือกต้นไม้แต่ละชนิดได้สวย แต่เมื่อนำมาจัดเข้าประกอบกัน ลืมคิดเรื่องความกลมกลืนของสีไป จึงทำให้ความเด่นของสวนลดลง ยกตัวอย่างเช่น สวนไม้ดอกมีสีสรรมากมาย โดยเอาสีหลายสีอยู่ใกล้กัน จึงทำให้หาจุดเด่นไม่ได้โดยมีสีแดง เหลือง เข



Comments are closed.

This entry was posted on July 6, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Both comments and pings are currently closed.