หลักพิจารณาในการใช้ปุ๋ยกล้วยไม้

1.  สูตร ควรใช้ปุ๋ยสูตรสูง  เพื่อป้องกันปริมาณเกลือแร่ที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งในปุ๋ยมีปริมาณมากเกินไป  อันอาจทำให้เกิดอันตรายต่อกล้วยไม้ได้ เช่น ถ้าใช้ปุ๋ย 20-20-20 หนึ่งกิโลกรัม ละลายน้ำ 1 ถังกับใช้ปุ๋ย 10-10-10 สองกิโลกรัมละลายในน้ำเท่ากัน  เราจะได้เนื้อปุ๋ยแท้ ๆ จำนวนเท่ากัน  แต่สูตรหลังจะมีเกลือแร่อื่น ๆ ละลายอยู่ในน้ำมากกว่าเกือบ 3 เท่าตัว อาจทำให้เกลือแร่ในน้ำปุ๋ยนั้นเข้มข้นเกินไปจนเป็นอันตรายต่อกล้วยไม้ได้

2.  ราคา ไม่ควรพิจารณาความถูกแพงจากราคาต่อปุ๋ยน้ำหนักเท่ากัน ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 10-10-10 กิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนปุ๋ยสูตร 20-20-20 กิโลกรัมละ 15 บาท สูตรหลังนี้ถูกกว่า เพราะสูตรแรกเนื้อปุ๋ย 300 กรัม ราคา 10 บาท (กรัมละ 3.2 สตางค์) สูตรหลังนี้เนื้อปุ๋ย 600 กรัม ราคา 15 บาท (กรัมละ 2.5 สตางค์)

3.  การละลายน้ำ ปุ๋ยกล้วยไม้ควรเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารอยู่ในสภาพที่เมื่อละลายน้ำแล้ว กล้วยไม้นำไปใช้ได้ทันที  แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะต้องละลายได้หมดจดแบบน้ำตาลทราละลายน้ำ  ถ้าละลายแล้วยังมีส่วนที่ไม่ละลายตกตะกอนอยู่บ้างก็ไม่เสียหายอะไร  ถ้าส่วนนั้นไม่ใช่เนื้อธาตุอาหาร ความจริงต้องนับว่าเป็นการดีเสียอีก เพราะเมื่อไม่ละลายก็ไม่ไปเพิ่มความเข้มข้นของเกลือแร่ในน้ำนั้น

ถ้าพิจารณาถึงปุ๋ยกล้วยไม้กับปุ๋ยสำหรับต้นไม้ดินแล้ว  จะเห็นว่าปุ๋ยกล้วยไม้มีราคาสูงกว่าหลายเท่า ทั้งนี้เนื่องมากจากเหตุหลายประการ คือ

1.  เป็นปุ๋ยสูตรสูง การผสมปุ๋ยสูตรสูงนั้นต้องใช้แม่ปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารสูง แม่ปุ๋ยพวกนี้ส่วนมากราคาแพง

2.  ต้องมีธาตุอาหารอยู่ครบ ไม่ใช่เฉพาะ เอ็น พี เค เท่านั้น เพราะกล้วยไม้จะหาธาตุต่าง ๆ จากที่อื่นได้ยาก ไม่เหมือนต้นไม้ดินที่อาจได้ธาตุเหล่านี้จากดิน เหตุนี้ทำให้ราคาสูงขึ้น

3.  ภาชนะบรรจุปุ๋ยมีส่วนเพิ่มราคาอย่างมาก ปุ๋ยใส่ต้นไม้ดินจะใส่ถุงพลาสติกหรือใส่กระสอบ แต่ปุ๋ยกล้วยไม้ใส่กระป๋องปิดฉลากสวยงาม ภาชนะฉลากและค่าแรงในการบรรจุทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

4.  จิตวิทยา มีส่วนอยู่บ้าง เพราะของแพงทำให้เกิดความรู้สึกว่า ดีกว่าของถูก ลิปสติกแท่งละเพียง 5 บาท ถึงจะมีคุณภาพดีเพียงใด ก็คงขายยาก การซื้อเครื่องบำเรอกล้วยไม้นั้นเท่าที่สังเกตนักกล้วยไม้ไม่ใคร่เกี่ยงเรื่องราคา ถ้าสิ่งนั้นจะทำให้กล้วยไม้ของตนสุขสมบูรณ์ขึ้นได้

เมื่อทำความเข้าใจถึงเรื่องปุ๋ยมาพอสมควรแล้ว  ขอหันไปกล่าวถึงการให้ปุ๋ยกับกล้วยไม้ สำหรับเรื่องนี้จะชี้เฉพาะลงไปทีเดียวนั้นไม่ได้  เพราะมีข้อแตกต่างที่จะต้องปฏิบัติให้ผิดแปลกกันออกไปมากมาย เช่น อายุ และขนาดของกล้วยไม้ สภาพของเครื่องปลูก ลักษณะของฝนฟ้าอากาศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ย่อมหาความเสมอเหมือนกันได้ยาก เมื่อไม่เหมือนกัน การปฏิบัติบำรุงต่าง ๆ ซึ่งรวมทั้งการให้ปุ๋ยด้วย ย่อมแตกต่างกัน ฉะนั้น ที่จะกล่าวต่อไปนี้จึงเป็นเพียงแนวทางที่จะไปปรับปรุงการให้ปุ๋ยให้เหมาะสมขึ้นเท่านั้น จะนำไปยึดถือปฏิบัติโดยตรงย่อมไม่ถูกต้องนัก ผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้จะทราบได้เองว่า วิธีปฏิบัติกล้วยไม้ของตนนั้น ถูกต้องเหมาะสมดีแล้วหรือยัง โดยดูจากผลการปฏิบัติ คือดูการเจริญเติบโต การออกดอกของกล้วยไม้นั้น เพราะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

ผู้ที่เริ่มคิดซื้อหาปุ๋ยมาใส่กล้วยไม้นั้น  มักจะมีคำถามผุดขึ้นมากมายจนทำให้ลังเล เช่น จะซื้อปุ๋ยตราอะไร และใช้สูตรไหน บางทีก็ไกลไปถึงว่า จะซื้อกระป๋องเล็กหรือกระป๋องใหญ่

ตราหรือยี่ห้อของปุ๋ยนั้น  ไม่แตกต่างกันนักในเรื่องคุณภาพของธาตุอาหารหลัก (เอ็น-พี-เค) แต่มักจะต่างกันที่ธาตุรองและธาตุปลีกย่อย ก็ตอบไม่ได้ว่าปุ๋ยตราใดดีที่สุดกับกล้วยไม้ชนิดใด ยิ่งทุกวันนี้มีปุ๋ยตราใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยยิ่งอับจนปัญญามากขึ้นไปอีก  ทางออกก็คือใช้ปุ๋ยหลาย ๆ ตราสลับกัน  ซึ่งน่าจะช่วยให้กล้วยไม้ได้รับอาหารธาตุต่าง ๆ ครบและสมบูรณ์กว่าการใช้ปุ๋ยตราเดียว การปฏิบัติเช่นนี้ ทำไปเพราะไม่รู้แน่ว่าตราไหนมีธาตุครบสมบูรณ์และเหมาะสมกับกล้วยไม้ที่ตนปลูกเลี้ยงอยู่ เมื่อไม่รู้ก็ต้องจับหลาย ๆ อย่าง เพื่อจะได้ครอบจักรวาล การกล่าวดังนี้ย่อมหมายความว่าจะต้องเสียสตางค์ ซื้อปุ๋ยหลาย ๆ ตราพร้อมกัน ยังไม่สบอารมณ์ท่านที่เพิ่งเริ่มต้นมากนัก ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ ซื้อปุ๋ยตราที่บริษัทผู้จำหน่ายให้ความอุปถัมภ์กลุ่มกล้วยไม้ของตน การเล่นกล้วยไม้นั้นจะต้องรวมกลุ่มจึงจะมีรสชาติ กลุ่มนั้นอาจเป็นชมรม สโมสร หรือสมาคมก็ตาม เมื่อกลุ่มมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พิมพ์หนังสือ จัดประกวด ต้องหาผู้อุปถัมภ์ บริษัทขายปุ๋ยช่วยรับภาระได้มาก ฉะนั้นบริษัทขายปุ๋ยตราใดอุปภัมภ์กลุ่มของเรา ก็น่าจะสนองตอบโดยการเลือกใช้ปุ๋ยตรานั้นเป็นอันดับแรก แต่เมื่อใช้ไปแล้ว พบภายหลังว่าคุณภาพไม่ดีพอก้ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องจำใจซื้อใช้ต่อไป

จะใช้ปุ๋ยสูตรไหน เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาในอันดับต่อไป เราทราบแล้วว่า กล้วยไม้แต่ละขนาดนั้นย่อมต้องการธาตุอาหารแต่ละอย่างแตกต่างกัน กล้วยไม้ขนาดเล็กควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงเพื่อสร้างความเจริญให้แก่ต้นใบ เช่น ปุ๋ยเรโช 3:1:2 หรือ 3:2:1 เป็นต้น  กล้วยไม้เล็กที่เลี้ยงค่อนข้างร่มควรให้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนน้อยกว่าที่กล่าว เช่นอาจไปใช้เรโช 1:1:1 เพราะถ้าเลี้ยงร่ม ให้ไนโตรเจนสูง ใบจะอวบกรอบ ไม่แข็งแรง ส่วนกล้วยไม้ขนาดออกดอก ถ้าเลี้ยงแดดจัด เราอาจเขยิบไนโตรเจนให้สูงขึ้น โดยใช้เรโช 1:1:1 เหมือนกล้วยไม้เล็กแต่เลี้ยงค่อนข้างร่มได้ ปุ๋ยที่ขายในท้องตลาดบอกเป็นสูตรเอาไว้ เมื่อเห็นสูตรย่อมเทียบเป็นเรโชได้

สำหรับการจะซื้อกระป๋องเล็กกระป๋องใหญ่นั้น มีความเห็นว่าในขั้นแรกซื้อกระป๋องเล็กมาลองใช้ก่อน เมื่อตัดสินใจแน่นอนแล้ว ภายหลังจึงซื้อกระป๋องใหญ่ เมื่อปลูกเลี้ยงมาก ๆ ก็ซื้อเป็นปีบหรือเป็นถังเลย ยิ่งซื้อในขนาดบรรจุใหญ่ขึ้นเท่าใดราคาก็ยิ่งถูกลงเท่านั้น

จากการที่กล่าวมานี้คงจะช่วยตัดสินใจให้ซื้อปุ๋ยได้โดยมีความลังเลน้อยลง เมื่อได้ปุ๋ยมาแล้วก็จะมีคำถามขึ้นมาอีก เช่น ใช้อย่างไร มากน้อยแค่ไหน ถี่ห่างเท่าไร

ปุ๋ยกล้วยไม้ที่ซื้อขายกันในประเทศไทยขณะนี้ มีอยู่ประเภทเดียว คือนำมาละลายน้ำรดกล้วยไม้ วิธีใช้ก็คือนำมาละลายน้ำ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งพิมพ์ไว้ที่ฉลากปิดกระป๋อง อัตราส่วนที่แนะนำไว้นั้น ผู้ผลิตมักจะได้ทำการลดลองมาดีแล้วเขาต้องการความเชื่อถือจากผู้ใช้เหมือนกัน คงจะไม่หลับหูหลับตาแนะนำเป็นแน่ สมมุติว่า ฉลากแนะนำให้ใช้ปุ๋ย 2 ช้อนผสมน้ำ 1 ปีบ เราก็ใช้ตามเขา อย่าไปเพิ่มเป็น 3 เป็น 4 เพื่อจะเร่งให้กล้วยไม้งามเร็ว ๆ เร่งแบบนี้กล้วยไม้จะทรุดมากกว่าจะงาม แต่ถ้าจะใช้เจือจางกว่าที่เขาบอกเอาไว้นั้น ทำได้ไม่เสียหาย ถ้าจะเสียก็อาจเพียงแต่โตช้าไปนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ทรุดเหมือนให้มากกว่าที่บอก ส่วนระยะเวลาหรือความถี่ห่างในการให้ปุ๋ยนั้นยังไม่เป็นที่ยุติ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าให้น้อย ๆ แต่บ่อยครั้งดี อีกฝ่ายกลับบอกว่ายุ่งยากไม่เกิดประโยชน์ให้ 7-10 วันต่อครั้งก็จะพอถมไป การให้ทุกวันแม้จะให้อย่างเจือจาง เกลือแร่บางอย่างในปุ๋ยอาจตกค้างอยู่ตาม ใบ ราก เกิดอันตรายได้ ถ้าเว้นเสียบ้าง วันเว้นเรารดน้ำเปล่า น้ำย่อมช่วยชะล้างเกลือแร่เหล่านั้นออกไปได้

ถ้าพิจารณาวิธีการให้ปุ๋ยดังที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้  โดยเอาปุ๋ยละลายน้ำรดกล้วยไม้นั้น จะเห็นว่า ปุ๋ยตกค้างอยู่กับต้นกล้วยไม้แต่เพียงส่วนน้อยส่วนใหญ่ไหลลงพื้นเรือนหมด ดร.สรสิทธิ์  วัชโรทยาน ผู้สันทัดเรื่องปุ๋ยเคยกล่าวว่า การให้ปุ๋ยกล้วยไม้ ที่ปฏิบัติกันทุกวันนี้นั้น ปุ๋ย 100 ส่วน กล้วยไม้เอาไปใช้ได้ส่วนเดียว อีก 99 ส่วนทิ้งหมด เมื่อพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นจริงเพราะขณะที่รดก็ไหลโกรกลงพื้นมากมาย ติดอยู่กับกล้วยไม้เพียงเล็กน้อย และที่ติดอยู่นั้นรุ่งขึ้นก็รดน้ำ ปุ๋ยที่ติดอยู่ถูกชะล้างออกไปอีกคิดแล้วน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม เรายังไม่มีวิธีประหยัดปุ๋ยให้ดีกว่านี้ โดยมีผลได้เท่ากัน

จากข้อคิดเห็น วิตก วิจารณ์ของท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ได้เกิดวิธีให้ปุ๋ยอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งจะได้ผลมากน้อยเพียงใดตอบไม่ถูก ทราบแต่เพียงว่าประหยัดปุ๋ยลงไปได้มาก วิธีนั้นมีดังนี้ คือแทนที่จะรดปุ๋ยต่างน้ำจนชุ่มโชกเลย ก็เปลี่ยนมาเป็นรดน้ำเปล่าให้ชุ่มเสียก่อน แล้วทิ้งไว้พอหมาด จึงรดน้ำปุ๋ยตามไปอีกครั้ง รากกล้วยไม้ที่เปียกน้ำหมาด ๆ นั้นดูดซับน้ำได้เร็วกว่ารากที่แห้งผาก  การรดปุ๋ยวิธีนี้กับกล้วยไม้ประเภทแวนดาที่ใช้เครื่องปลูกโปร่ง ปุ๋ยมีโอกาสสัมผัส ราก ใบ ต้น ทุกส่วนได้ง่ายอยู่แล้ว จึงไม่เป็นปัญหาในเรื่องได้ปุ๋ยไม่ทั่วถึง  ส่วนกล้วยไม้ประเภทแตกกอในเครื่องปลูกทึบ ไม่กล้ายืนยัน

มีวิธีให้ปุ๋ยอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่ขอยืนยันว่าดี เพราะได้กล่าวมาแล้วว่าปุ๋ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในหลาย ๆ ปัจจัยที่ช่วยให้กล้วยไม้งาม วิธีให้ปุ๋ยที่กล่าวนี้ก็คือให้ปุ๋ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก่อนให้ปุ๋ยก็รดน้ำให้ชุ่มเสียก่อนตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว กล้วยไม้เล็กให้ปุ๋ยมีไนโตรเจนสูง กล้วยไม้ใหญ่ให้ปุ๋ยมีฟอสฟอรัสสูง ส่วนวันที่มีเวลาน้อยต้องรีบไปทำงาน ให้ปุ๋ยเรโช 1:1:1 กับกล้วยไม้ทั้งรัง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังไม่มีปุ๋ยที่มีโปแตสสูงเลย ความจริงปุ๋ยสูตรที่มีโปแตสสูงนั้นไม่ใช่ปุ๋ยที่ใช้ประจำ เป็นปุ๋ยที่มีไว้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กล้วยไม้ ทำให้กล้วยไม้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอย่างรุนแรงได้ เช่น ฝนตกชุกให้ปุ๋ยโปแตสสูง โรคเน่าต่าง ๆ จะระบาดได้ยากขึ้น ในฤดูอากาศแห้งแล้ง โปแตสจะช่วยลดการคายน้ำของใบลง ฉะนั้นปุ๋ยโปแตสสูงจึงเหมาะที่จะใช้เมื่อฟ้าอากาศวิปริต และใช้เพียงนาน ๆ ครั้ง ถ้าใช้บ่อยอาจทำให้กล้วยไม้แข็งแกร่งมาก จนกลายเป็นแคระแกร็นได้

เรื่องปุ๋ยนี้คงจะไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่ได้กล่าวถึงการให้ปุ๋ยกล้วยไม้ลงแปลงเอาไว้ด้วย  ที่กล่าวมาแล้วเป็นการให้ปุ๋ยกล้วยไม้แขวนราวหรือตั้งโต๊ะเท่านั้น  สำหรับกล้วยไม้ปลูกลงแปลง ซึ่งได้แก่กล้วยไม้ในสกุลรีแนนเธอรา สกุลแมลงปอ และสกุลผสมอาแรนเธอรา กล้วยไม้เหล่านี้ทนทานมากเป็นพิเศษ ทนแฉะ ทนสกปรกได้ดี ควรให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเป็นปุ๋ยหลัก ส่วนปุ๋ยอนินทรีย์ให้เพียงช่วยเสริมเท่านั้น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักนั้นใช้โรยบนเครื่องปลูกในแปลง  และถ้าปลูกประดับสถานที่ เพื่อไม่ให้มองดูสกปรกควรถมเครื่องปลูกทับปุ๋ยอีกชั้นหนึ่ง อาจใช้ปุ๋ยแบบนี้ปีละ 2 ครั้งก็พอเพียงใช้ปุ๋ยประมาณ 1 บุ้งกี๋ปาดต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร กล้วยไม้ก็จะสมบูรณ์งอกงามดี

เมื่อกล่าวถึงเรื่องปุ๋ยมาจบลงนี้ก็เกิดความไม่แน่ใจ จึงขอย้ำอีกครั้งว่า กล้วยไม้จะงามได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ปุ๋ยเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น และถ้าพูดในแง่อาหารของกล้วยไม้ ปุ๋ยก็เป็นเพียงอาหารเสริม น้ำและอากาศต่างหากที่เป็นอาหารหลัก เพราะก็รู้กันอยู่แล้วว่า กระบวนการแสงสังเคราะห์  ซึ่งเป็นวิธีการปรุงอาหารของพืชนั้นปุ๋ยไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงเลย น้ำกับอากาศ (คาร์บอนไดออกไซด์) เป็นดารายอดนิยมตลอดกาล ฉะนั้น ถ้ามุ่งแต่เรื่องปุ๋ยเพียงอย่างเดียว โอกาสจะเลี้ยงกล้วยไม้ให้งามคงไม่ประสบความสำเร็จเป็นแน่



Comments are closed.

This entry was posted on October 4, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.