ศึกษาสภาพแวดล้อมก่อนออกแบบสวน

การออกแบบตกแต่งสวนไม้ประดับ ผู้ออกแบบจะต้องศึกษาภูมิประเทศของท้องถิ่นนั้นๆ ให้ดีเสียก่อน แล้วจึงออกแบบและดำเนินการจัด กล่าวคือ ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึง

ดินฟ้าอากาศ

1. อุณหภูมิ บริเวณที่จะจัดตกแต่งสวนนั้น ผู้ออกแบบจะต้องรู้ว่าบริเวณนั้นมีอากาศร้อน หนาว แห้งแล้ง ชื้น มากน้อยเพียงใด ผู้ออกแบบจะต้องคิดว่าในสภาพนั้นๆ จะออกแบบอย่างไร จะใช้พันธุ์ไม้ชนิดไหนปลูกจึงจะเหมาะสม และทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศได้ดี เช่น ถ้าอากาศแห้งแล้งมากควรใช้พันธุ์ไม้ประเภท แคคตัส อากาเว จันทน์ผา ลิ้นมังกร ปรงจีน สิบสองปันนา จัดปลูกตกแต่งร่วมกับก้อนหิน ถ้าบริเวณนั้นอุณหภูมิต่ำ อากาศชื้น พันธุ์ไม้ที่ปลูก ควรเป็นทั้งไม้ดอกและไม้ใบซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่หาง่ายมาปลูก

2. แสงสว่าง ผู้ออกแบบจะต้องศึกษาเกี่ยวกับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นบริเวณนั้นว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะจะมีผลส่งไปถึงต้นไม้และหญ้าที่จะใช้ปลูก แสงสว่างมีความจำเป็นสำหรับพืชมาก การจัดสวนต้องปลูกทั้งต้นไม้และหญ้า พืชเหล่านี้จะเจริญงอกงามได้ดีต้องอาศัยแสงเป็นสำคัญ ดังนั้น ผู้ออกแบบจะต้องใช้ต้นไม้ให้เหมาะสมกับแสงที่ได้รับจากบริเวณนั้น เช่น ถ้าบริเวณนั้นแสงมากเกินไป ไม่มีสิ่งใดช่วยพรางแสง ควรปลูกต้นไม้ที่ทนต่อแสงแดดได้ดี มักจะใช้ไม้ดอกปลูกมากกว่าไม้ใบ ถ้าปลูกหญ้าควรเป็นพวกนวลน้อยหรือหญ้าญี่ปุ่น ถ้าแสงสว่างไม่มาก ต้องเลือกปลูกต้นไม้ประเภทชอบความชื้น เช่น เฟิน สาวน้อยประแป้ง ปาล์ม หมากเหลือง-แดง โกสน ซองออฟอินเดีย ฯลฯ

3. ฝน หมายถึง บริเวณที่จะจัดสวนนั้นมีฝนตกชุกหรือไม่ ถ้าฝนตกมาก การจัดสวนจะต้องออกแบบให้พื้นที่ มีการถ่ายเทของน้ำได้ดี เพื่อป้องกันดินพังทลาย ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อต้นไม้และพื้นสนามหญ้า ถ้าไม่สามารถจะแก้ ปัญหาเรื่องน้ำฝนได้ ก็ควรจะออกแบบให้มีสระน้ำ ปลูกพืชที่ชอบน้ำ เช่น ต้นกก บัวชนิดต่างๆ ว่านน้ำ เพื่อช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้ หญ้า ดิน และสร้างบรรยากาศที่สดชื่นได้

4. ทิศทางลม สวนไม้ประดับที่จัดจะต้องไม่อยู่ในทิศทางที่ลมพัดผ่านอย่างรุนแรง เพราะจะเป็นผลเสียแก่ต้นไม้ที่ปลูกอย่างมาก ต้นไม้อาจจะตายจากแรงพัดของลม รากจะคลอน ไม้ใบจะแตกฉีกตลอดทั้งกิ่งก้าน ทำให้สวน ไม้ประดับที่จัดเกิดความเสียหายไม่สวยงาม แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องใช้พื้นที่นั้น ผู้ออกแบบต้องหาทางแก้ไข โดยใช้ต้นไม้ที่แข็งแรงมีขนาดโตช่วยบังทางลมให้ผ่อนจากหนักเป็นเบาได้ และต้นไม้ที่ปลูกบังนั้นต้องหาไม้มาคํ้ายันไม่ให้ต้นล้มอีกทางหนึ่งด้วย ถ้าใช้ต้นไม้ปิดบังแก้ปัญหาไม่ได้ การออกแบบก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งที่ใช้ต้นไม้สูง ๆ ไม่ได้ ต้องเป็นต้นไม้พุ่มเตี้ยที่ไม่ต้านลม หรือออกแบบจัดเป็นสวนหินก็ย่อมทำได้

บริเวณ

1. ลักษณะพื้นที่ ก่อนออกแบบต้องศึกษาพื้นที่บริเวณที่จะจัดสวนไม้ประดับเสียก่อน ว่าจะต้องถมดินเพิ่มเติมหรือไม่และมากน้อยเท่าใด กำหนดพื้นที่ให้สูงต่ำลาดเอียงอย่างไรจงจะเหมาะสม การจดพื้นที่สวนจะต้องคำนึงถึงต้นไม้ และอาคารบริเวณนั้นด้วย ถ้ามีการจัดจะต้องมีความกลมกลืนระหว่างสวนกับบ้าน อาคาร หรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ และสวนที่จัดจะต้องส่งเสริมอาคารและสิงแวดล้อมด้วย

2. สภาพดิน ดินถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการจัดสวนไม้ประดับ มีความจำเป็นต่อต้นไม้ หญ้า ดังนั้น ก่อนจัดสวนต้องศึกษาลักษณะของดินเสียก่อน ว่าเหมาะสมกับการปลูกต้นไม้ประเภทไหน  มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด จะช่วยให้ผู้จัดประหยัดรายจ่ายได้อีก แต่ถ้าดินมีกรดด่าง ดินเปรี้ยวถึงกับเป็นอันตรายต่อพืช ผู้ออกแบบ ต้องหาวิธีแก้ไขโดยการถมดินเพิ่มและปรับปรุงดินใส่ปุ๋ยเสียใหม่

3. สิ่งก่อสร้าง การจัดสวนไม้ประดับเพื่อตกแต่งอาคาร บ้านเรือน หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ผู้ออกแบบจะต้องศึกษา รูปร่างลักษณะของตัวอาคารนั้นให้ดีเสียก่อน การออกแบบจัดสวนควรจะต้องส่งเสริมอาคารให้เกิดความงาม เด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น และมีประโยชน์ในด้านพักผ่อนให้ร่มเงาได้ดี

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดสวนตกแต่งบริเวณ

องค์ประกอบที่สำคัญของการจัดสวนไม้ประดับ ได้แก่ ก้อนหิน ต้นไม้ เป็นต้น เพราะการจัดสวนนั้นผู้ออกแบบ จะเน้นลักษณะของการเลียนแบบธรรมชาติเป็นหลัก การจัดสวนไม้ประดับที่ดีจะต้องออกแบบให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด มีองค์ประกอบเป็นธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งผู้ออกแบบต้องอาศัยก้อนหิน ต้นไม้ และหญ้ามาประกอบ จึงจะเกิดความงามที่สมบูรณ์

ก้อนหินที่ใช้จัดตกแต่งบริเวณ

การออกแบบจัดสวน ก้อนหินเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้การจัดมีคุณค่า มีความงาม เมื่อจะนำก้อนหินไปใช้ ก็จะต้องเลือกก้อนหินให้เหมาะสมทั้งในเรื่องความงาม ราคา และความสะดวกจากแหล่งขนส่ง

ชนิดของก้อนหิน แบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ

1. ก้อนหินทะเล

2. ก้อนหินภูเขา

3. ก้อนหินแม่น้ำ, ลำธาร, น้ำตก

4. ก้อนกรวด

5. กรวดทรายขนาดเล็ก

1. ก้อนหินทะเล หมายถึง ก้อนหินที่มีขนาดต่างๆ กันที่นำมาจากทะเล มีอยู่ตามเกาะทั่วไป ลักษณะของก้อนจะกลม รียาว เว้าแหว่ง ผิวละเอียด ด้วยการเซาะของกระแสน้ำ สวยงามมาก มีหลายสี เช่น น้ำตาล แดง เทา เป็นต้น

2. ก้อนหินภูเขา เป็นก้อนหินที่นำมาจากภูเขาทั่วๆ ไปของเมืองไทย แต่คุณภาพของความงามจะสู้หินทะเลไม่ได้เพราะผิวหยาบ ลักษณะของก้อนจะไม่กลม หรือเว้าแหว่ง แต่หินภูเขาที่สวยงามจะมีที่จังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี ซึ่งคุณค่าทางความงามพอจะเทียบกับหินทะเลได้ บางทีอาจจะพบลักษณะของก้อนที่มีรูปร่างสวยงามเป็นช่องเว้าแหว่งจากรอยเซาะของน้ำฝน มีตั้งแต่สีขาว ชมพู เทา ดำ เป็นที่นิยมของนักออกแบบจัดสวน รองมาจากหิน ทะเล

3. ก้อนหินแม่น้ำ เป็นก้อนหินที่มาจากแม่น้ำ ธารน้ำ น้ำตกตามภูเขาทั่วไป เป็นหินที่ไม่มีคุณค่าทางความงามเท่าใด ลักษณะก้อนจะกลมมนหรือกลมแบน และส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล เทาเข้ม จะไม่ส่งเสริมความงามให้สวนมากนัก

หินแม่น้ำโขง เป็นหินที่มีคุณค่าทางความงามมาก ผิวละเอียดเป็นมัน สีดำ และเทาเข้ม ก้อนกลมและเว้าแหว่ง ในลักษณะต่าง ๆ

4. ก้อนกรวด เป็นก้อนมีขนาดเล็ก ลักษณะกลม รี กลมแบน มีทั้งกรวดทะเลและกรวดแม่น้ำ แต่กรวดทะเลจะมีความสวยงามมากทั้งรูปทรงและผิว สีขาว เทา น้ำตาล ถ้าใช้จัดสวนจะสวยงามมาก ดูแล้วไม่แข็งกระด้างเหมือน กรวดแม่น้ำ

5. กรวดทรายขนาดเล็ก (กรวดที่ใช้ทำหินล้างผนังอาคาร) ใช้จัดสวนหินทำธารน้ำแทนน้ำจริงๆ โดยใช้คราด คราดให้เป็นเส้นคล้ายสายนํ้า

การจัดสวนนั้น ถ้าใช้ก้อนหินเป็นองค์ประกอบเพียงอย่างเดียวหรือจะใช้ร่วมกับต้นไม้ ก้อนหินควรจะมีลักษณะเด่นด้วยรูปทรงเป็นพิเศษจึงจะดี ถ้าก้อนหินไม่สวยงามควรจะใช้กรวดเข้าไปช่วยเพิ่มคุณค่าของความงามเข้าไปอีกจะดีมาก เพราะกรวดจะช่วยส่งเสริมก้อนหินและส่วนอื่นๆ ให้งดงามยิ่งขึ้น

หลักการใช้ก้อนหินตกแต่งบริเวณ

การใช้ก้อนหินจัดสวนไม้ประดับควรคำนึงถึง

1. รูปทรง ขนาด และสีของก้อนหิน ว่าเหมาะกับแบบและพื้นที่อย่างไร

2. ต้นไม้ที่ใช้กับก้อนหินควรส่งเสริมก้อนหินให้เด่น ต้นไม้ต้องไม่ใหญ่จนข่มก้อนหิน

3. อาคาร ก้อนหินเมื่อรวมกลุ่มกันหรือรวมกับต้นไม้ในบริเวณนั้น ดูแล้วควรมีน้ำหนักหรือคุณค่าเหมาะสมกับอาคาร ไม่ควรใช้ก้อนหินที่มีขนาดเล็กมากกับอาคารที่ใหญ่มาก ถ้าอาคารใหญ่มากควรใช้พื้นที่ที่มีกรวด ก้อนหินจำนวนมากในพื้นที่กว้างจึงจะสวยงาม

4. พื้นที่ การใช้ก้อนหินก็มีความสำคัญต่อพื้นที่มาก ถ้าพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ก้อนหินที่นำมาใช้จัดควรจะเป็นก้อนโตพอที่จะไม่ให้ความกว้างของสนามกลืนจนหมดความสำคัญ และควรจะนำต้นไม้มารวมกับก้อนหินให้เป็นกลุ่มใหญ่ก็ได้

5. การวางก้อนหิน ควรจะวางให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด จะวางก้อนหินในแนวนอน แนวตั้ง ตามแบบใดก็ได้ ที่เห็นว่าดีที่สุด ไม่ควรตั้งก้อนหินเอียง ควรตั้งให้มั่นคง

การเลือกก้อนหินตกแต่งบริเวณ

การจัดสวนไม้ประดับ ผู้ออกแบบจะต้องเลือกใช้ก้อนหินที่มีลักษณะงดงามจากหินทะเล แม่น้ำ ลำธาร และน้ำตก ถ้าเป็นหินจากภูเขาจะต้องไม่ใช้ก้อนหินที่ระเบิดจากภูเขาเป็นอันขาด เพราะมีเหลี่ยมคมมากมายไม่เป็นธรรมชาติ ไม่กลมกลืนกับต้นไม้ที่ใช้ปลูกร่วมกันหรือสิ่งประกอบอื่นๆ ก้อนหินที่เป็นธรรมชาติจากทะเลหรือจากแม่น้ำลำธาร จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสามารถช่วยส่งเสริมคุณค่าทางความงามในแบบธรรมชาติมากที่สุด และควรเลือกใช้ก้อนหินที่มีลักษณะต่างๆ กันตามความเหมาะสมของแบบและบริเวณที่จะใช้ตกแต่ง

ก้อนหินในลักษณะแบบต่างๆ ได้แก่

1. ก้อนหินทรงเตี้ย

2. ก้อนหินทรงสูง

3. ก้อนหินทรงกลมและคอดกิ่วผิวเรียบ

4. ก้อนหินทรงแบนราบแบบหลังเต่า

5. ก้อนหินทรงโค้ง เว้าแหว่ง คล้ายรูปทรงอิสระ

การจัดวางก้อนหินตกแต่งบริเวณ

การจัดวางก้อนหินในการจัดสวนนั้นมีความสำคัญมาก เพราะก้อนหินมีลักษณะของก้อนที่แตกต่างกัน ควรพิจารณาว่าจะตั้งด้านใดของก้อนจึงจะสวยงามเป็นธรรมชาติ เมื่อปลูกต้นไม้ข้างก้อนหินแล้วจะส่งเสริมให้เกิดความงาม การวางก้อนหินควรจะเลือกว่าในกลุ่มนั้นจะใช้ก้อนหินกี่ก้อน 1,2,3,4 หรือ 5 ก้อน ถ้าใช้ 3 ก้อน ควรวางให้มีช่วงจังหวะที่เหมาะสม เช่น วางในแบบสามเหลี่ยม จะเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าหรือสามเหลี่ยมด้านไม่เท่าก็ได้  การวางก้อนหินบนพื้นสนามหญ้าจะไม่วางในแนวเดียวกันเพราะปลูกต้นไม้จัดประกอบด้วยกันยาก แต่ละก้อนจะบังกัน การจัดวางก้อนหินต้องคำนึงถึงหลักการออกแบบ เช่น สัดส่วนของก้อนหิน ช่องว่างระหว่างก้อนหิน และต้นไม้

วัสดุอื่นๆ

วัสดุอื่นๆ ได้แก่ แผ่นหินกาบ อิฐมอญ ศิลาแลง ตอไม้ โคมไฟ รูปปั้นสลัก เครื่องปั้นดินเผา ตะเกียงหิน สะพานจำลอง เก้าอี้สนาม ฯลฯ วัสดุเหล่านี้สามารถนำมาใช้ตกแต่งสวนให้สมบูรณ์ทั้งด้านสุนทรีย์และประโยชน์ใช้สอย

น้ำ

น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการจัดสวนไม้ประดับ เช่น ใช้ทำสระน้ำ น้ำตก ธารน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความแข็งกระด้างขององค์ประกอบอื่นๆ และยิ่งให้บรรยากาคที่สดชื่นเป็นธรรมชาติมากขึ้น

หลักการจัดวางก้อนหินที่ใช้สำหรับตกแต่งบริเวณ




Comments are closed.

This entry was posted on September 17, 2012 and is filed under ออกแบบสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.