ปัจจัยช่วยให้กล้วยไม้งาม:อาหาร

อาหารในที่นี้หมายถึง ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อต้นไม้ที่จะนำไปใช้ในการดำรงชีวิตและสร้างความเจริญเติบโต สร้างดอก ผล ฯลฯ ธาตุที่นับว่าเป็นอาหารของต้นไม้เท่าที่ทราบแล้ว มีอยู่ 16 ธาตุ  โดยแบ่งออกตามปริมาณที่ต้นไม้ต้องการมากน้อยออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1 ธาตุที่ต้องการในปริมาณมากที่สุด มี 3 ธาตุ ได้แก่คาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และอ็อกซิเจน (O) ส่วนต่าง ๆ ของพืช ประกอบด้วยธาตุทั้ง 3 มากกว่า 80 เปอร์เซนต์ แต่ก็เป็นธาตุที่พืชหาได้ง่าย คือได้จากไอน้ำและน้ำ (H₂O) และจากคาร์บอนไดอ็อกไซด์ (CO₂) ซึ่งเป็นส่วนผสมของอากาศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีน้ำมีอากาศ พืชย่อมมีโอกาสได้รับธาตุทั้ง 3 นี้อย่างเหลือเฟือ จึงไม่ต้องคำนึงถึงการขาดแคลน ธาตุทั้ง 3 ดังกล่าวมานี้ พืชนำไปสังเคราะห์ให้เป็นสารประกอบต่าง ๆ ในต้นพืช เช่น แป้งและน้ำตาล ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องของแสงสว่าง

กลุ่มที่ 2 ธาตุที่พืชต้องการในปริมาณมากเป็นอันดับที่ 2 มีอยู่ 3 ธาตุคือไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโปแตสเซียม (K) พืชโดยทั่วๆ ไปได้ธาตุเหล่านี้จากดิน และในดินส่วนมากมักจะขาดแคลนไม่เพียงพอกับความต้องการของพืช การให้อาหาร หรือให้ปุ๋ยกับต้นไม้ จึงมักคำนึงถึง เอ็น.พี.เค.(NPK) นี้เป็นข้อใหญ่

กลุ่มที่ 3 ธาตุที่พืชต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย มีอยู่ 3 ธาตุ คือ ธาตุปูนหรือแคลเซียม (Ca) มักเนเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) 3 ธาตุนี้ มักไม่มีปัญหาอะไรกับพืชทั่ว ๆ ไป เพราะในดินส่วนมากมีอยู่อย่างพอเพียงแล้ว

กลุ่มที่ 4 ธาตุที่พืชต้องการน้อยที่สุดมีอยู่ 7 ธาตุ คือ เหล็ก (Fe) มังกานิส (Mn) ทองแดง (Cu) โมลิบดินัม (Mo) โบรอน (B) คลอรีน (Cl) และสังกะสี (Zn) พืชโดยทั่ว ๆ ไปไม่มีปัญหาเช่นเดียวกับธาตุในกลุ่มที่ 3

สำหรับกล้วยไม้ที่มีระบบรากอากาศ เช่น แวนดา ระบบรากกึ่งอากาศ เช่นหวาย คัทลียากล้วยไม้ 2 พวกนี้รากไม่ได้หยั่งลงไปในดิน จึงต้องถือว่าการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เหล่านี้ จะมีปัญหาเรื่องขาดแคลนธาตุอาหารทุก ๆ ธาตุยกเว้น 3 ธาตุในกลุ่มที่ 1 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้การให้อาหารหรือให้ปุ๋ยแก่กล้วยไม้ จึงต้องมีธาตุอาหารต่าง ๆ ใน 3 กลุ่มหลังอยู่ครบ และธาตุเหล่านั้นควรอยู่ในสภาพที่กล้วยไม้จะนำเอาไปใช้ได้โดยเร็ว  เนื่องจากกล้วยไม้ไม่มีดินช่วยเกาะยึดปุ๋ยเอาไว้ เพื่อให้ค่อย ๆ ทะยอยละลายน้ำออกมาเป็นอาหารของกล้วยไม้ทีละน้อย ๆ ประการหนึ่ง  และเนื่องจากเรารดน้ำทุกวันปุ๋ยที่ให้วันนี้ พอวันรุ่งขึ้นรดน้ำ น้ำก็จะละลายปุ๋ยที่ฉาบตามรากใบออกไปเกือบหมด

อนึ่งธาตุต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้มิใช่ว่ากล้วยไม้หรือต้นไม้อื่นก็ตาม จะดูดซึมเข้าไปในลักษณะเป็นธาตุแท้ ๆ เช่นดูดเหล็ก ดูดสังกะสี ดูดกำมะถันเข้าไปเลย แต่พืชจะกินธาตุเหล่านี้ได้เฉพาะในรุปของสารประกอบทางเคมีบางรูปเท่านั้น เช่น กินคาร์บอนหรือธาตุถ่านในรูปของคาร์บอนไดอ็อกไซด์  กินไนโตรเจนในรูปของเกลือแอมโมเนีย เกลือไนเตรท และยูเรีย เป็นต้น

ธาตุแต่ละธาตุต่างก็มีความสำคัญต่อกล้วยไม้เหมือน ๆ กัน  ถ้าขาดแคลนแม้เพียงธาตุใดธาตุหนึ่ง กล้วยไม้อาจชะงักการเจริญเติบโต หรือแสดงอาการผิดปรกติ ตัวอย่างเช่น ถ้าขาดมักเนเซียม ใบกล้วยไม้จะเหลืองซีด ทั้งนี้เพราะมักเนเซียมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสีเขียวในพืช เมื่อขาดสีเขียว กล้วยไม้ก็นำธาตุในกลุ่มที่ 1 มาใช้สังเคราะห์อาหารไม่ได้  แม้จะมีธาตุกลุ่มนี้อย่างเหลือเฟือ คล้ายกับคนขาดธาตุเหล็กทำให้เป็นโรคโลหิตจาง เพราะเหล็กเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโลหิต เมื่อโลหิตจางอาหารที่รับประทานเข้าไปย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายได้น้อยกว่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ธาตุบางธาตุที่มีปริมาณมากเกินไปก็เป็นอันตรายต่อกล้วยไม้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ถ้ากล้วยไม้ได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้อวบสมบูรณ์เกินควร จนขาดความแข็งแกร่ง ยอดอ่อน รากอ่อนเปราะหักง่าย เน่าง่าย ออกดอกช้าเป็นต้น  ถ้าจะเปรียบกับคน ก็พอเปรียบได้กับการที่รับประทาน แป้ง น้ำตาล และไขมันเข้าไปมากเกินควร จะทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายมากทำให้อ้วนเกินพอเหมาะ (แป้งและน้ำตาลนั้นร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไขมันได้) นอกจากนี้ไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิดที่มีสารประกอบคลอเรสเตอรอลสูง ยังหดอายุขัยของคนด้วย โรคนี้มักเป็นกับผู้ที่กินดีเกินความจำเป็น จึงมักเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า โรคเรสเตอรอง หรือโรคภัตตาคาร ฉะนั้นการให้อาหารกับกล้วยไม้ หากขาดความเข้าใจโปรดระวัง กล้วยไม้จะเป็นโรค ภัตตาคารไปด้วย อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะมากเกินไปนั้น น่าจะเป็นห่วงน้อยกว่า การขาดแคลน การขาดแคลนอาจเกิดจากเราใส่ปุ๋ยให้น้อยเกินไป หรือใส่ปุ๋ยให้มากแต่ปุ๋ยอยู่ในสภาพไม่เหมาะสม หรือสภาพอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ปุ๋ยไม่เหมาะสมก็ได้ เพื่อมิให้เรื่องนี้ยืดยาวนักจะขอกล่าวถึงเฉพาะธาตุ เอ็น พี เค เท่านั้นว่า หากมากน้อยเกินไปจะเป็นอย่างไร

ธาตุไนโตรเจน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของโปรตีนและของคลอโรฟิลล์(สีเขียวในพืช) ถ้าขาดใบจะเหลืองซีด แคระแกรนออกดอกช้า (เพราะโตช้า) แต่ถ้ามีธาตุนี้มากเกินไปก็จะอวบสมบูรณ์เร็วจนขาดความแข็งแรงดังได้กล่าวมาแล้ว และก็กลับออกดอกช้าอีกเช่นกันเพราะมัวไปเพลินเจริญทางต้นทางใบเสียหมดจนลืมออกดอก

ธาตุฟอสฟอรัส ช่วยให้ออกดอกผลตามกำหนด แต่ถ้ามากเกินไปก็ไปเร่งให้ออกดอกเร็วขึ้น  แต่ถ้าออกดอกเร็วเกินไปโดยที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่สมบูรณ์พอก็ทำให้ดอกขาดความสมบูรณ์ ต้นแคระแกรน นอกจากนี้ฟอสฟอรัสยังช่วยสร้างระบบรากให้แข็งแรง ช่วยให้มีรากจำนวนมากขึ้น เมื่อรากมากก็ดูดน้ำดูแร่ธาตุได้มากเป็นเงาตามตัว  และฟอสฟอรัสยังช่วยทำให้ฝักและเมล็ดสมบูรณ์

ธาตุโปแตสเซียม  เป็นธาตุที่ยังไม่ทราบหน้าที่กันดีนัก พอทราบเพียงว่าถ้าขาด ต้นไม้จะแสดงความอ่อนแอ  ฉะนั้นถ้าจะพูดให้กว้าง ๆ ก็คงต้องกล่าวว่า ธาตุนี้ไปช่วยส่งเสริมการทำงานต่าง ๆ ของต้นไม้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งการกินอาหาร การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ ฯลฯ นอกจากนี้ โปแตสเซียมยังช่วยให้พืชแข็งแกร่งขึ้น ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่วิปริตได้ดีขึ้น เช่นทนแล้ง ทนแฉะ ทนหนาว ทนร้อนได้ดีขึ้น แต่ถ้าได้รับธาตุนี้มากเกินไปก็แคระแกรนเหมือนกัน

ที่กล่าวมานี้พอจะมองเห็นได้ว่า การให้ปุ๋ยกล้วยไม้นั้น จะต้องให้สัดส่วนที่พอเหมาะ ไม่ให้ธาตุหนึ่งธาตุใดมีสัดส่วนสูงหรือต่ำเกินกว่าความต้องการของกล้วยไม้



Comments are closed.

This entry was posted on October 3, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.

ปัจจัยช่วยให้กล้วยไม้งาม:อากาศ

ในบรรยากาศซึ่งมีกาซหลายอย่างผสมกันอยู่  กาซบางชนิดมีอยู่ในปริมาณมาก  บางชนิดมีปริมาณน้อย และส่วนผสมนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น หรือในที่เดียวกันก็ยังแตกต่างกันไป ในแต่ละวัน ในแต่ละฤดู ส่วนผสมโดยเฉลี่ยของกาซต่าง ๆ ในชั้นของบรรยากาศที่อยู่ใกล้ ๆ ผิวโลกจะประกอบด้วย

ไนโตรเจน                      78.03%

อ็อกซิเจน                       20.99%

อาร์กอน                           0.94%

คาร์บอนไดอ็อกไซด์       0.03%

รวม                                99.99%

ส่วนที่เหลืออีก 0.01% เป็นกาซอื่น ๆ อีกหลายชนิด รวมทั้งกาซที่เป็นพิษต่าง ๆ เช่น คาร์บอนดมน็อกไซด์ ซัลเฟอร์ไดอ็อกไซด์ และกาซเอทีลีน เป็นต้น

จากส่วนผสมของกาซต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีไนโตรเจนในปริมาณมากกว่ากาซอื่น ๆ ทั้งหมดรวมกัน และไนโตรเจนก็เป็นสิ่งที่ต้นไม้ต้องการมาก ถึงกระนั้นกล้วยไม้ก็ไม่สามารถจะนำไนโตรเจนในอากาศไปใช้ประโยชน์ได้ กล้วยไม้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อ ไนโตรเจนอยู่ในรูปของสารประกอบเท่านั้น  ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกาซที่เกี่ยวข้องกับกล้วยไม้โดยตรงเท่านั้น

ก. อ็อกซิเจน-Oxygen-O2

กล้วยไม้จะคายอ็อกซิเจนออกมาเป็น ของเสีย ในกระบวนการแสงสังเคราะห์ ขอเปลี่ยนคำว่าของเสีย เป็นผลพลอยได้จะเหมาะกว่า เพราะยังนำมาใช้ประโยชน์ได้อยู่ คือ นำมาใช้ในการหายใจ เช่นเดียวกับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย แต่ส่วนที่กล้วยไม้คายออกมานี้ มากกว่าที่กล้วยไม้นำไปใช้ในการหายใจมากนัก ทั้งนี้เพราะกระบวนการแสงสังเคราะห์ซึ่งคายอ็อกซิเจนมีอัตราสูงกว่าการหายใจซึ่งใช้อ็อกซิเจนถึง 20-30 เท่า

ทุกส่วนของพืชหายใจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนของพืชที่อาจขาดอ็อกซิเจนได้ง่าย  คือ รากในเครื่องปลูกที่อับทึบ กล้วยไม้ที่ปลูกแบบนี้ถ้าเปียกแฉะอยู่นาน ๆ ก็ขาดอ็อกซิเจนได้ และถ้าอากาศภายในเครื่องปลูกไม่มีการระบายถ่ายเท แม้เครื่องปลูกไม่แฉะ ก็อาจขาดอ็อกซิเจนได้  ในกรณีหลังนี้ถ้ารดน้ำให้ไหลโกรกก็จะเป็นการช่วยถ่ายเทอากาศเก่าออก แล้วอากาศใหม่ก็จะเข้าไปแทนที่ได้เองโดยอัตโนมัติ  การรดน้ำกล้วยไม้พวกนี้ให้ไหลโกรกเป็นครั้งคราวย่อมเป็นผลดีในด้านนี้

ข.  คาร์บอนไดอ็อกไซด์-Carbondioxide-CO2

คาร์บอนไดอ็อกไซด์ ในอากาศเป็น แหล่งวัตถุดิบ ที่ใช้ในกระบวนการแสงสังเคราะห์ จริงอยู่ในบรรยากาศมีคาร์บอนไดอ็อกไซด์เพียง 0.03℅ แต่ก็เพียงพอและไม่รู้จักหมดสิ้น  ถ้ามีน้อยเกินไปคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ที่ละลายอยู่ในน้ำทะเลก็จะละเหยขึ้นมาแทนที่ (อย่าลืมว่าโลกเรามีทะเลมากกว่าแผ่นดิน) และถ้ามีมากเกินไปน้ำทะเลก็จะละลายเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดสมดุลย์ระหว่าง บรรยากศกับทะเล อย่างไรก็ตาม ในบางท้องที่อาจมีคาร์บอนไดอ็อกไซด์มากเป็นพิเศษได้  ถ้าการระบายถ่ายเทอากาศไม่ดี เช่น ในบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น บริเวณที่มีเครื่องจักร เครื่องยนต์มากมาย เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วยปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์ทั้งสิ้น

ในประเทศที่ปลูกต้นไม้ในเรือนกระจก มักนิยมติดเครื่องผลิตคาร์บอนไดอ็อกไซด์ไว้ภายในเรือนด้วย  เพราะมีผลการทดลองเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า  การเพิ่มคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ทำให้พืชสังเคราะห์อาหารได้มากขึ้น และทำให้พืชโตเร็วขึ้น ได้ผลผลิตสูงขึ้น  ในกล้วยไม้เท่าที่ทราบได้มีการทดลองกับกล้วยไม้สกุลฟาเลนอปซิสส่วนไม้ดอกอื่น ๆ มีการทดลองมากมาย

เรื่องนี้เพียงนำมาเล่าให้ฟัง คงไม่สะดวกที่จะใช้ในประเทศเพราะเราไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้ในเรือนกระจก

ค.  กาซที่เป็นพิษ-Noxious Gases

เรื่องกาซที่เป็นพิษในบ้านเรา ยังไม่เห็นผลเด่นชัด แต่ก็พอมองเห็นได้ว่ากล้วยไม้ที่ปลูกไว้ริมถนนใหญ่ หรือในที่แออัดเจริญงอกงามสู้ที่มีอากาศปลอดโปร่งไม่ได้ ส่วนกล้วยไม้ที่ปลูกในเรือนกระจก กาซพิษต่าง ๆ เช่น กาซที่ใช้จุดไฟให้ความร้อนในเรือนกระจกเกิดรั่ว ทำให้กล้วยไม้ต้องเสียหายกันเป็นประจำ

มีของอีกสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในบรรยากาศ  ซึ่งไม่ควรมองข้ามไปเสีย สิ่งนั้นคือฝุ่นละออง ยิ่งถ้าเลี้ยงกล้วยไม้ไว้ในบริเวณฝุ่นละอองมาก ๆ เช่น ริมถนนหรือใกล้โรงงานบางอย่าง เช่น โรงโม่หิน ก็จะเห็นความทรุดโทรมของกล้วยไม้ชัดเจนยิ่งขึ้น ฝุ่นนอกจากทำให้กล้วยไม้สกปรกแล้ว ยังไปเคลือบคลุม ราก ใบ ทำให้ทำงานได้ไม่ปรกติ และที่ไปคลุมดอกก็ทำให้เสียสวย

การหมุนเวียนระบายถ่ายเทของอากาศ ก็มีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ด้วย  เพราะไปมีผลต่ออุณหภูมิและความชื้นภายในบริเวณนั้น แล้วยังมีผลต่อการคายน้ำของต้นกล้วยไม้ด้วย ตัวอย่างเช่น ลมแรงจะเย็นแต่แห้ง ถ้าเป็นฤดูฝนก็ดีเพราะกล้วยไม้ไม่แฉะ ถ้าอับลมจะร้อนแต่ชื้น ดีกับกล้วยไม้ฤดูหนาว ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่มีอะไรดีพร้อม ได้อย่างก็เสียอย่าง เหมาะกับฤดูหนึ่งก็ไม่เหมาะกับอีกฤดูหนึ่ง การเปิดปิดทาง่ลมในบางฤดูกาล อาจจำเป็นในบางท้องถิ่น แต่การปฏิบัติดังกล่าวจะทำได้ยากหากเลี้ยงกล้วยไม้ในบริเวณที่มีบ้านเรือนหนาแน่น ฉะนั้นจำเป็นจะต้องปรับสภาพให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้  ประกอบกับใช้ปัจจัยอย่างอื่น ๆ เข้ามาชดเชยเช่น ลมแรงเกินไปก็รดน้ำให้โชกขึ้น อับลมร้อนเกินไปก็พรางแสงให้มากขึ้น เป็นต้น




Fatal error: Cannot redeclare content_width() (previously declared in /home/napin165/public_html/SUANGARDEN.COM/wp-content/themes/smartbiz/comments.php:20) in /home/napin165/public_html/SUANGARDEN.COM/wp-content/themes/smartbiz/comments.php on line 20