garden5ประวัติความเป็นมาของการออกแบบตกแต่งบริเวณ

ธรรมชาติกับการออกแบบ

มนุษย์ทุกคนต่างมีความรู้สึกต่อความสวยงามมาแต่กำเนิด แต่จะน้อยหรือมากกว่ากันเท่านั้น ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและการศึกษาอบรมเป็นพื้นฐาน ทุกคนจะไม่ปฏิเสธความสวยงามของธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ป่าไม้ ภูเขา น้ำตก ทะเล

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจึงมีจิตใจรักธรรมชาติ พยายามที่จะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติตลอดมา โดยการจัดหาพันธุ์ไม้นานาชนิดมาปลูกประดับบริเวณบ้านเรือน วัด ปราสาท พระราชวัง เพื่อให้เกิดความร่มรื่นมีสีสันสวยงาม หรือให้ทั้งผลเพื่อเป็นอาหารอีกด้วย และบางครั้งอาจจะจำลองแบบของธรรมชาติจากธารน้ำ น้ำตก ก้อนกรวด ก้อนหิน และทรายมาประกอบกัน เพื่อรร่างบรรยากาศแวดล้อมที่พักอาศัยให้งดงาม ร่มรื่น อากาศบรสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยโน้มน้าวจิตใจของผู้อยู่อาศัยให้เกิดสุนทรียภาพได้

มนุษย์เราได้รู้จักคุณประโยชน์ของธรรมชาติมานานแล้ว เช่นในยุคแห่งอาณาจักรบาบิโลน หรือศิลปินจีนที่เขียนภาพตามแนวพุทธศาสนานิกายเชนที่ยึดธรรมชาติเป็นหลักสำคัญ โดยแสดงความประทับใจในธรรมชาติออกมาเป็นภาพ ทิวทัศน์ ต้นไม้ สายธาร

มนุษย์กับการออกแบบ

เมื่อมนุษย์เริ่มมีความเจริญ มีความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างที่พักอาศัยซึ่งแต่เดิมอาศัยตามถํ้า มนุษย์ก็ต้องแสวงหาธรรมชาติมาเป็นองค์ประกอบในการรร่างที่พักอาศัย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มนุษย์ได้อาศัยพักผ่อนหลับนอน ให้ความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและสัตว์ร้าย จากนั้นมนุษย์ยังแสวงหาความงามในการจัดตกแต่งบริเวณที่อยู่อาศัยด้วยการปลูกต้นไม้เป็นรั้วบ้านและเป็นร่มเงา ตลอดจนใช้ผลเป็นอาหาร

ยุคต่อมามนุษย์มีความเจริญมากขึ้น ได้มีการพัฒนาการออกแบบ วางแผนผังการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยให้สวยงามแข็งแรงมั่นคง นำเอาต้นไม้ ไม้ดอก ไม้ใบ มาปลูกไว้ใกล้บ้านในลักษณะเป็นกลุ่มเป็นแถวรวมทั้งไม้ผลที่ให้ร่มเงา เพื่อทำให้บริเวณบ้านร่มรื่นและสวยงาม

ในปัจจุบันนี้การสร้างที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานทั้งของส่วนราชการและของเอกชนจะตกแต่งบริเวณด้วยสวนไม้ประดับ สวนหย่อม ตลอดจนสวนสาธารณะ การจัดสวนไม้ประดับถือว่ามีความรำคาญมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบ้านจัดสรร บ้านทั่วไป อาคารพาณิชย์ จะจัดสวนไม้ประดับ สวนหย่อม และสวนลอย เพื่อให้ผู้พบเห็นหรือผู้อยู่อาศัยมีความสดชื่นด้วยบรรยากาศของความสวยงามด้วยดอกไม้ ต้นไม้ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งร่างกายและจิตใจ

สวนลอยแห่งอาณาจักรบาบิโลน


กษัตริย์ของอาณาจักรนี้ได้คิดจัดสวนไม้ประดับขึ้นเพื่อตกแต่งสถาปัตยกรรม โดยพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ (Nebuchadnezar) ซึ่งปกครองประเทศระหว่างปี 605-562 ก่อนคริสต์กาล พระองค์ทรงโปรดให้สร้างสวนลอย (Hanging Garden) ปลูกประดับด้วยไม้ดอกอย่างสวยงามบนปราสาทแต่ละชั้น เพื่อให้พระราชินีทรงผ่อนคลาย ความเหงา นับเป็นลวนลอยที่ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามมาก ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกชิ้นหนึ่ง ในระยะ ต่อมา การสร่างสวนลอยแบบนี้ได้แพร่หลายไปยังอาณาจักรกรีกและโรมัน

ธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดที่ให้ความคิด ความสุนทรีย์แก่มวลมนุษย์ จนเป็นแนวทางให้เกิดศิลปะแห่งการจัดตกแต่งบริเวณบ้านและอาคาร มาจนถึงปัจจุบัน

การจัดตกแต่งบริเวณแบบจีน

การจัดสวนไม้ประดับแบบจีน ซึ่งได้รับความคิดมาจากธรรมชาติ พยายามดึงธรรมชาติให้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด จีนเป็นชาติที่รู้จักการจัดสวนมานานจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง โดยมีความคิดในการจัด คือ

1. การจัดรูปแบบเป็นเนินดินสูง-ต่ำ (Slope) และปลูกหญ้า

2. การจัดแบบพื้นราบ มีสระน้ำ บ่อน้ำ ธารน้ำและก้อนหิน

3. จัดปลูกต้นไม้ประเภทยืนต้น เช่น ต้นสน หลิว ไผ่ ต้นหลิวจะปลูกไว้ตามขอบสระน้ำ กิ่งใบจะย้อยลงสู่พื้นน้ำอย่างสวยงาม ส่วนต้นสนก็จะตัดแต่งกิ่งก้านและลำต้นให้ทอดโค้งไปมา

4. จัดประดับสวนด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน เช่น เก๋งจีน หรือเจดีย์แบบหกเหลี่ยมซ้อนกันหลายๆ ชั้น

5. จัดสวนด้วยสะพานทอดโค้งข้ามลำธาร ข้ามเกาะ พื้นสนามที่ปลูกหญ้า จะมีทางเดินคดโค้งไปมาด้วยเส้นที่อ่อนหวานกลมกลืนกับธรรมชาติ

การจัดตกแต่งบริเวณแบบญี่ปุ่น


การจัดสวนไม้ประดับแบบญี่ปุ่น เป็นที่นิยมกันมากทั้งในประเทศญี่ปุ่นเองและประเทศอื่นๆ ทั่วไปที่ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น การจัดสวนไม้ประดับจะทำกันทุกบ้านเรือนที่มีพื้นที่ว่าง จนถึงที่ทำการของ รัฐบาลและพระราชวัง จะมีการจัดสวนไม้ประดับอย่างสวยงามมีชื่อเสียงหลายแห่ง การจดสวนแบบญี่ปุ่นถือว่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่แฝงไว้ด้วยความคิดทางปรัชญาอย่างลึกซึ้ง ใช้ความเชื่อทางศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมเป็นแนวความคิดในการจัด ดังนั้น การจัดสวนแบบญี่ปุ่นจึงมีคุณค่าต่อชีวิต จิตใจ และความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นอย่างมากที่สุด

การจัดสวนแบบญี่ปุ่นจะจำลองแบบมาจากธรรมชาติ เพราะคนญี่ปุ่นมีความผูกพันอยู่กับธรรมชาติ ได้รับความประทับใจและซาบซึ้งในความงดงามของธรรมชาติ จะประยุกต์ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาให้กลมกลืนกับธรรมชาติด้วย การจัดสวนไม้ประดับ มิใช่เลียนแบบจากธรรมชาติ พยายามดึงเอาความสุนทรียภาพอันเร้นลับในธรรมชาติมารวมกัน แล้วจัดไว้ตามวัด พระราชวังและที่อยู่อาศัย

การจัดสวนไม้ประดับแบบญี่ปุ่นจะจัดให้กลมกลืนกับตัวบ้าน และจัดให้ใกล้บ้านมากที่สุด จะยกธรรมชาติเข้ามาไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เมื่อเวลามองออกไปจากตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็สามารถมองเห็นสวนไม้ประดับที่จัดเอาไว้อย่างเด่นชัด โดยไม่มีส่วนใดของตัวบ้านปิดบังไว้เลย

การจัดสวนแบบญี่ปุ่น จะจำลองแบบหรือย่นย่อส่วนจากธรรมชาติเข้ามาจัดไว้ในบริเวณบ้าน ซึ่งประกอบด้วย แม่น้ำ ลำธาร น้ำตก ทะเลสาบ อย่างใดอย่างหนึ่งพร้อมทั้งภูเขา ก้อนหิน และต้นไม้ จะพยายามดึงเอาธรรมชาติเข้ามา ไว้ให้มากที่สุด ให้เกิดบรรยากาศสงบ ร่มรื่น สิ่งแวดล้อมโดยทั่วๆ ไปเป็นไปอย่างง่ายๆ ปลูกต้นไม้ประเภทยืนต้น ไม้ใบมากกว่าไม้ดอก แม้บ้านจะมีบริเวณพื้นที่แคบก็สามารถจะจัดสวนได้

สวนไม้ประดับแบบญี่ปุ่น แบ่งประเภทการจัดได้ 3 แบบ คือ

1. การจัดสวนไม้ประดับบนพื้นที่ราบ (Flat Gardens) หมายถึง การจัดสวนบนพื้นที่ราบในระดับเดียวกัน เป็นส่วนใหญ่ หรืออาจเป็นพื้นที่ราบลาดเอียง (Slope) เพียงเล็กน้อยก็ได้ บนพื้นสนามจะปลูกหญ้าญี่ปุ่น มีก้อนหิน จัดวางบนพื้นสนามจะเป็นก้อนเดียวหรือเป็นกลุ่มและปลูกต้นไม้ ส่วนใหญ่จะใช้ไม้ประเภทไม้ใบ บางครั้งก็ตกแต่งเป็นพุ่มมากกว่าไม้ดอก หรืออาจประกอบด้วยตะเกียงหิน ก้อนกรวด ธารน้ำ บางแบบอาจใช้ธารน้ำสมมติขึ้นโดยใช้ทรายหยาบ หรือกรวดขนาดเล็กแทนน้ำ ซึ่งเทลงบนพื้นสนามที่จัดไว้สำหรับธารน้ำ แล้วใช้คราดคราดพื้นทรายให้เป็นเส้น, คดโค้งไปมาคล้ายสายน้ำไหล นิยมจัดเป็นสวนสมมติ เพื่อสร้างสมาธิและความสงบทางจิตใจตามลัทธิเซน

2. การจัดสวนแบบภูเขา (Hill Gardens) เป็นการจัดสวนไม้ประดับที่มีรูปแบบแตกต่างไปจากแบบพื้นราบ คือ จะจัดในลักษณะที่เป็นเนินสูงตํ่า พื้นที่ลาดเอียงคล้ายเนินเขา หรือจำลองภูเขา มีธารน้ำ น้ำตก ทะเลสาบ พื้นที่ทั้งที่เป็นเนินและที่ราบจะปลูกหญ้า ก้อนหินจะใช้มากในการจัดสวนแบบนี้ ตั้งแต่บริเวณเนินลงไปจนถึงธารน้ำ สวนแบบนี้จะมีน้ำ ก้อนหิน กรวด และทรายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด รวมทั้งไม้ใบและไม้ดอก ชาวญี่ปุ่นถือว่าน้ำมีความสำคัญ เชื่อว่าน้ำเป็นตัวแทนของความสงบเยือกเย็น เป็นพลังที่ทำลายสิ่งกีดขวางได้

การจัดสวนที่นำเอาธารน้ำหรือทะเลสาบมากำหนดนั้น ถ้าธารน้ำมีขนาดกว้างเกินไปก็จะทำสะพานข้ามมีลักษณะโค้ง ทำด้วยคอนกรีตหรือใช้แผ่นหินที่มีความยาววางต่อกันกับชนิดแท่ง ซึ่งได้ทั้งประโยชน์ใช้สอยและด้านความงามด้วย

3. การจัดสวนน้ำชา (Tea Gardens) คือ แบบสวนที่จัดไว้เพื่อใช้เป็นที่นั่งสำหรับดื่มน้ำชา การจัดอาจเป็นลักษณะพื้นราบหรือเป็นเนินตํ่าๆ ก็ได้ ขนาดไม่ใหญ่โต มีความงามตามแบบธรรมชาติ เพื่อความเพลิดเพลินของผู้มาเยือน การจัดสวนน้ำชา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ประเภทสวนนอกเรือน

2. ประเภทสวนในเรือน

3.1 สวนนอกเรือน จะออกแบบเป็นทางเดินซึ่งปูด้วยแผ่นหินในลักษณะแบบต่างๆ จากประตูทางเข้าบ้านไปสู่เรือนน้ำชาที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเรือนใหญ่ ถ้ามองออกจากตัวบ้านจะเห็นสวนประเภทนี้ก่อนถึงเรือนน้ำชา ด้านหน้า จะมีก้อนหินและอ่างน้ำตั้งไว้สำหรับล้างมือและล้างเท้า

3.2 สวนในเรือน หรือสวนภายใน จะจัดภายในบริเวณบ้านที่พอมีที่ว่างระหว่างตัวบ้านกับบ้านอีกหลังหนึ่งที่ติดกันโดยจัดเป็นสวนหย่อมกลุ่มเล็กๆ พื้นโรยด้วยกรวดก้อนเล็กๆ หรือหินเกล็ด และมีก้อนหินที่มีรูปทรงงดงามวาง บนพื้นเป็นจุดเด่น ประกอบด้วยต้นไม้ที่มีล่ำต้นสวยงาม เช่น ไผ่ และไม้พุ่มขนาดเล็กปลูกมีทางเดินทำด้วยแผ่นหิน ตะเกียงหิน บ่อน้ำ แต่ละอย่างจะจัดวางอย่างมีจังหวะ เพื่อเน้นให้เห็นลักษณะขนบธรรมเนียมประเพณีของญี่ปุ่น อย่างเด่นชัด

การจัดตกแต่งบริเวณแบบตะวันตก


การจัดสวนไม้ประดับแบบตะวันตก ในแถบยุโรปได้มีการจัดมานานนับแต่สมัยโบราณ ลักษณะการจัดจะเลียนแบบและดัดแปลงตกแต่งธรรมชาติ แต่พยายามให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด มีขนาดเท่าของจริงทุกประการ พื้นที่ที่ ใช้ในการจัดกว้างขวาง ออกแบบเป็นรูปลักษณะแบบเรขาคณิต คือ นำรูปทรงเหลี่ยมและกลมมาใช้ในการจัดมากที่สุด ใช้เส้นประกอบเป็นรูปร่าง การออกแบบไม่มีขอบเขตแบบแผน ผู้จัดจะคิดถึงความสวยงามของต้นไม้ ดอกไม้ ตลอดจนความสุขเพลิดเพลินมากกว่าอย่างอื่น การปลูกต้นไม้จะจัดเป็นแถวรอบเขตของอาคาร หรือปลูกไม้ประดับสองข้างทางเดินเป็นแนวยาวหรือเป็นกลุ่ม เป็นพุ่มตกแต่งอย่างมีระเบียบ ต้นไม้หรือสิ่งก่อสร้างที่มีรูปทรงเป็นเหลี่ยมหรือทรงกลม การจัดจะใช้หลักของความสมดุลที่ทั้งสองข้างมีจำนวนเท่ากันขนาดเท่ากัน จะปลูกต้นไม้เป็นแถว เป็นแปลงชนิดเดียวกันหรือปลูกไม้ดอกรวมกลุ่มแต่หลายชนิดก็ได้ บางทีไม้ดอกจะปลูกใส่กระถางใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐหรือก้อนหินเป็นรูปสี่เหลี่ยมในแบบต่างๆ หรือก่อเป็นอ่างน้ำพุ เป็นลานกว้างมีแปลงดอกไม้สีต่างๆ เพื่อให้แลดูสดใสสะดุดตา

สวนไม้ประดับแบบตะวันตกจะส่งเสริมตัวอาคารให้เด่น นิยมปลูกไม้ใหญ่ไว้ใกล้ตัวบ้านหรือไม้เลื้อยติดตัวบ้าน ส่วนไม้ดอกและไม้ใบจะปลูกเป็นแปลงกลางแจ้งเพื่อให้ถูกแสงแดด จะรวมพันธ์ไม้ต่างๆ ไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ไม้ใบส่วนใหญ่จะตกแต่งพุ่มให้มีรูปลักษณะต่าง ๆ แล้วแต่ผู้ออกแบบจะคิดสร้างสรรค์ มีทั้งพุ่มลงและพุ่มเตี้ยตามชนิดของต้นไม้ที่ปลูก นอกจากนี้ สวนแบบตะวันตกยังนิยมจัดสวนป่าซึ่งยึดถือแบบธรรมชาติมากที่สุด จะมีการตกแต่งน้อยที่สุดหรือไม่แต่งเลย โดยยึดต้นไม้ที่ขึ้นโดยธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ไปจนถึงไม้คลุมดิน ต้นไม้จะขึ้นอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ แต่มีช่วงจังหวะที่ธรรมชาติสร้างอย่างสวยงามไว้ มนุษย์เพียงแต่จัดให้มันอยู่ในสภาพไม่รกรุงรังเท่านั้น ป่าธรรมชาตินี้ต้นไม้จะร่มครึ้มสวยงามให้ความสดชื่นแก่ผู้พบเห็น

การจัดตกแต่งบริเวณแบบไทย


การจัดสวนแบบไทยมีมาแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี ดังปรากฎหลักฐานในศิลาจารึกว่า “สร้างป่าหมาก ป่าพลู ทั่วเมืองนี้ทุกแห่ง ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้” ชาวสุโขทัยรู้จักทำสวนผลไม้ จัดปลูกต้นไม้ผลไว้เพื่อบริโภค เช่น ปลูกมะพร้าว มะม่วง เป็นลักษณะไม้ผลที่ให้ประโยชน์ในด้านอาหารและร่มเงา คนไทยมีนิสัยรักต้นไม้มาช้านานแล้ว ดังจะเห็นได้ว่าทุกบ้านเรือนจะปลูกไม้ผล ไม้ดอก และไม้ประดับตามบริเวณบ้าน รั้วบ้าน โดยเน้นบริเวณหน้าบ้านเป็นส่วนใหญ่

ต่อมาในสมัยอยุธยา ได้พัฒนาการปลูกไม้ประดับยืนต้นเป็นแถวเป็นแนวในพระราชอุทยาน มีสระน้ำปลูกบัว ดังจะทราบได้จากโคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่า

สวนศรีพฤกษชาติช้อย    หลายพรรณ

งามดอกดวงใบบัน          คลี่เคล้า

คือจิตรลดาวัลย์               วชิราช

บานแบ่งคนธรสเร้า         เฟื่องฟุ้งขจรกลาย

จะเห็นได้ว่าในสมัยอยุธยาได้มีการจัดสวนไม้ประดับตกแต่งบริเวณพระราชวัง และปลูกประดับบ้านเรือน ซึ่งมีทั้งไม้ดอกและไม้ใบ หรือในลักษณะไม้ดัด เป็นการจัดสวนแบบธรรมชาติกึ่งประดิษฐ์ มีพันธุ์ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่และกลาง ตัดตกแต่งเป็นพุ่ม ไม้เลื้อยจะปลูกทำเป็นซุ้ม เป็นรั้ว ไม้เหล่านี้จะให้ทั้งผล ร่มเงา และกลิ่นหอม ความสดชื่นแก่ร่างกายและจิตใจ

สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้สร้างพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้น และทรงสร้างพระราชอุทยานในพระบรมมหาราชวังชั้นใน นับตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ได้มีการจัดสวนไม้ประดับเพื่อตกแต่งบริเวณพระที่นั่งและพระอุโบสถ จะจัดสวนในลักษณะประดิษฐ์และสวนแบบจินตนาการ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่ผู้ออกแบบจะคิดทำขึ้น โดยมีภูเขา สระน้ำ รูปปั้นสลักเป็นรูปสัตว์ รูปตุ๊กตาจีน รูปปั้นในวรรณคดี พันธุ์ไม้ที่ใช้ตกแต่งจะมีลักษณะเป็นพุ่มทรงต่างๆ และไม้ดัดไทย เช่น ตะโก ข่อย มะขาม

สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการติดต่อกับประเทศแถบยุโรปมากขึ้น ศิลปะและสถาปัตยกรรมได้แพร่เข้ามาสู่ประเทศไทย การก่อสร้างวังและสถานที่ราชการมีอิทธิพลตะวันตกผสม เช่น หัวเสา ประตู หน้าต่าง รูปปั้น เป็นต้น การจัด สวนไม้ประดับเพื่อตกแต่งสถาปัตยกรรมก็ได้อิทธิพลตะวันตก เช่น ตามบริเวณสนามหญ้าจะมีรูปปั้นแบบโรมันประดับริมทางเดิน หรือหน้าอาคาร

การปลูกต้นไม้จะตกแต่งอย่างมีระเบียบ จัดปลูกเป็นแถวตัดตกแต่งเป็นรูปทรงแบบเดียวกัน ส่วนไม้คลุมดิน หรือไม้ดอกจะปลูกลงในแปลงสี่เหลี่ยมผืนผ้า สลับด้วยไม้พุ่มเตี้ยๆ ตัดแต่งเป็นรูปเหลี่ยมหรือกลม สนามจะปลูกหญ้า เป็นลานกว้างๆ เพื่อการแสดงดนตีหรือต้อนรับแขกเมือง มีทางเดินปูด้วยแผ่นหิน มีซุ้มไม้เลื้อย สระน้ำพุ รูปปั้นสลัก และศาลาพักร้อน การจัดสวนส่วนใหญ่จะจัดเป็นแบบสวนประดิษฐ์มากกว่าแบบอื่นๆ



Comments are closed.

This entry was posted on September 17, 2012 and is filed under ออกแบบสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.