gardenประวัติการจัดสวน

HISTORY OF LANDSCAPING

เดิมทีเดียวมนุษย์ได้ร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาที่อยู่ที่เหมาะสม เมื่อมีที่พักอาศัยแล้วก็มีการทำรั้ว เพื่อป้องกันอันตรายจากสัตว์ อาจใช้กิ่งไม้, ท่อนไม้ทำเป็นรั้วกั้น ต่อมาเมื่อครอบครัวในบ้านและสัตว์เลี้ยงปลอดภัยแล้ว มนุษย์ก็รู้จักการเพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารปลูกเพื่อเป็นรั้วกันและประดับบ้าน และได้พัฒนามาเรื่อย ๆ เช่นมีการปลูกเป็นแถว ปลูกเป็นกลุ่ม หรือปลูกแต่ละชนิด รวมทั้งรูปร่างของสวนก็กลายเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า

อียิปต์ (Egypt)

สวนของชาวอียิปต์มีมาตั้งแต่ 2200BC นับเป็นชาติแรกที่พัฒนาทางด้านการจัดสวน ได้มีการปลูกต้นไม้ที่ใช้ประโยชน์ และไม้ประดับ สวนมีลักษณะปิด คือมีรั้วล้อมรอบ ปลูกต้นปาล์มให้ร่มเงา และปลูกไม้เลื้อยคลุมแผงไม้ เช่น องุ่น ไอวี่ การปลูกต้นไม้เหล่านี้ไม่ได้ปลูกเพื่อกันสัตว์ป่าอีกต่อไป แต่เป็นการปลูกเพื่อให้ร่มเงากันความร้อนจากแสงอาทิตย์ และเพื่อเป็นอาหาร,

มีที่เก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่สวนของชาวอียิปต์ไม่ได้มีทุกบ้าน มีเฉพาะพระราชวังของกษัตริย์ และบ้านของพวกนายทหาร หรือสถานที่ทางศาสนาเท่านั้น

เปอร์เซีย (Persia) (เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอีรัคในปัจจุบัน)

การจัดสวนในเปอร์เซียได้พัฒนามานับพันปีจากสมัยอียิปต์ มนุษย์ได้ตระหนักถึงความงามมากขึ้น ได้มีข้อเขียนและเพลงบรรยายถึงความสวยงามของสวนในยุคนี้ สวนของชาวเปอร์เซีย ได้เลียนแบบรูปร่างของพวกเพชร-พลอย จึงออกมาในลักษณะที่เป็นรูปแบบเรขาคณิต เช่น แปลนเป็นรูป กากะบาท (cross-shape) คือมีคลองอยู่ตรงกลางเป็นรูปกากะบาท และมีต้นไม้ล้อมรอบ สวนที่มีชื่อเสียงของชาวเปอร์เซียนับเป็น 1ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ได้แก่ สวนเดอะแฮงกิ้งการ์เดนออฟบาบิโลน (The Hanging garden of Babylon) สร้างในปี 600BC

กรีก (Creek)

ประมาณ 600BC ถึงต้นสมัยคริสต์ศาสนา ก่อนที่กรีกจะมีความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ สวนส่วนใหญ่จะเป็นสวนผลไม้ และสวนครัว หลังจาก 500BC ได้รับอิทธิพลของอียิปต์และเปอร์เซีย ได้มีการปลูกต้นไม้ในสวนเล็ก ๆ หลังบ้าน ไม้ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ (Exotic plant) เพราะชาวกรีก ชื่นชอบที่จะมีต้นไม้ที่มีค่าและหายาก และได้เกิดมีสวนสาธารณะขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยนี้ เพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์ระหว่างนักปราชญ์และลูกศิษย์

โรมัน (Roman)

สวนของชาวโรมันเป็นสวนยุคเก่าที่มีความงดงามและมีชื่อเสียงมาก และยังมีอิทธิพลมาจนถึง ศตวรรษที่ 20 การจัดสวนจะมาอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของบ้านโดยมีเสาซึ่งยึดชายคาบ้านล้อมรอบสวนส่วนมากจะเป็นบ่อนาหรือสระน้ำ บริเวณเหล่านี้จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ สวดมนต์และอื่น ๆ การจัดสวนมีแทบทุกบ้านในยุคนี้ ชาวกรีกชื่นชมการปลูกไม้ดอกและต้นไม้ โดยมีอิทธิพลการจัดสวนแบบกรีกบ้าง

เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นก็มีการปลูกสร้างบ้านนอกเมือง ได้สร้างบ้านพักตามชนบทขึ้นจัดให้มีการวางแปลนสวนที่ดี อยู่ในตำแหน่งที่สงบเป็นอิสระไม่ปะปนกัน มีทั้งสวนดอกไม้ และสวนครัว

กรีนเฮาวส์ (Green house) ได้สร้างขึ้นในสมัยนี้ ทำด้วยกระจกหรือหินโปร่งแสง เพื่อปลูกไม้ที่นำมาจากต่างประเทศ (Exotic plant) ซึ่งส่วนมากมาจากทางตะวันออก, ช่วยให้มีไม้ดอกนอกฤดู, และเก็บไม้ที่บอบบางดูแลรักษายาก

ไม้ดอกที่ใช้ในการจดสวน : กุหลาบ, ลิลี่, ไวโอเวต, แกลดิโอลัส, เวอร์บีน่า, ป๊อปปี้, ฯลฯ

ไม้ที่มีกลิ่นหอม : sweet majoram, thyme, basil

ไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม : สน, โอ๊ค, โอลีฟ, myrtle, cypress

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในยุคนี้คือ ศิลปการตกแต่งต้นไม้ (Plant Sculpture) เป็นรูปปิรามิด รูปสี่เหลี่ยม รูปสัตว์ต่าง ๆ หรือเป็นฉาก ไม้ที่ใช้มากได้แก่ Junipers, rosemary และ boxwood ซึ่งเป็นไม้พุ่มที่ใช้ได้ดีที่สุด

เสปน (Spain)

เสปนได้ถูกครอบครองโดยชาวโรมันและชาวมัวร์เป็นระยะเวลานาน ดังนั้นอิทธิพลของ 2 ชาติ นี้จึงมีส่วนในการจัดสวนของเสปน ตัวอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบันคือ สวนที่ Alhambra และ Generallife ในเมือง Granada (ศตวรรษที่ 15) ลักษณะของสวนเป็นแบบผสม คือมีสวนทั้งอยู่ภายในอาคาร และภายนอกอาคารผสมกัน มีนาล้อมรอบเพื่อให้ความร่มเย็นแก่บ้าน, เป็นสิ่งเชื่อมระหว่างจุดต่าง ๆ ของตัวอาคาร และเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงความสวยงามของสวนและอาคาร ลักษณะแปลนสวนทั้งหมดค่อนข้างจะยุ่งยากมาก ที่จริงแล้วจะเน้นทางด้านสถาปัตยกรรมมากกว่าทางด้านการออกแบบตกแต่งสวน แต่ก็มีศาลานั่งพักในสวน ทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และเฉพาะตัว ซึ่งมีทั้งความสะดวกสบายและสวยงามด้วย

สวนที่ Alhambra เป็นแบบโรมัน แต่ลักษณะของสถาปัตยกรรมเป็นแบบมัวริช

สวน Generallife อยู่บนเนินเขาห่างจาก Alhambra เพียง 20-30 หลา เป็นสวนริมระเบียงจัดเป็นทางเดินไปยังพระราชวัง ลักษณะของสวนร่มรื่นจากร่มเงาของต้นไม้ ซึ่งมีทั้งสีสรร สวยงามและกลิ่นหอมของดอกไม้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการจัดสวนของชาวเสปน

การจัดสวนในยุคเรอเนสซอง

การจัดสวนได้กลายเป็นศิลปอย่างหนึ่งที่ได้รับการพัฒนามากในสมัยเรอเนสซอง ไม่เพียงแต่เป็นการเลียนแบบการจัดสวนแบบประดิษฐ์ (formal) จากสมัยเก่าๆ ของโรมันและกรีกเท่านั้น ยังมีการพัฒนาแบบใหม่ๆ ของการจัดสวนที่มีอิทธิพลมากในยุโรป และเกือบทุกประเทศในปัจจุบันนี้

อิตาลี (Italy)

สวนของชาวอิตาลีส่วนใหญ่อยู่บนเนินเขา, ที่ลาดชัน และอยู่ในลักษณะที่คนผ่านไปมาจะมองเห็นได้ง่าย เนื้อที่ทั้งหมดจะมีประมาณ 10-15 เอเคอร์ เนื้อที่จะยาวและแคบเป็นส่วนใหญ่ มีความลาดเอียงจากยอดเขาถึงตีนเขา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3-4 ระดับ

  • ชั้นล่างสุดของพื้นที่จะจัดเป็นทางเข้าสู่ตัวบ้าน ส่วนมากจะจัดสวนดอกไม้โชว์แบบ Formal
  • ชั้นที่สองเป็นที่ตั้งของตัวอาคารซึ่งแยกจากตัวบ้าน เพื่อใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์ เต้นรำ ฯลฯ
  • ชั้นที่สามปลูกเป็นป่าหนาแน่นเพื่อเป็นการกั้นตัวบ้านออกจากสิ่งอื่น ๆ
  • ชั้นสุดทายเป็นที่ตั้งของตัวบ้านหรือคฤหาสน์

การใช้ต้นไม้ในสวน และสิ่งประกอบอื่นๆ ก็คล้ายกับสมัยกรีกและโรมัน แต่มีการปรับปรุงใหม่บางอยาง เช่น ซุ้มไม้เลื้อย หรือเรือนกล้วยไม้ที่มีมุข 3 ด้าน ได้ประดับด้วยกระถางต้นไม้หรือดอกไม้ที่มีชื่อหรือตราประจำตระกูลติดอยู่ส่วนการใช้ต้นไม้นั้นมักจะตัดเป็นรูปร่างต่าง ๆ เรียกว่า Topiary และมีการตัดต้นไม้ให้เป็นลักษณะแบนแทนผนังหรือรั้วเรียกว่า espalier ตันไม้ที่ใช้มี

Boxwood, Rose Mary ใช้เป็นขอบแปลง

Cypress, Yew ผสมกับ ivy ใช้กันทั่วไป

Oak, Cypress, stone pine, Chestnut ใช้เป็นไม้ยืนต้น ให้ร่มเงา

สิ่งที่มีมากในสมัยนี้คือรูปปั้นและน้ำ ทำให้สวนมีลักษณะคล้ายพิพิธภัณฑ์ เพราะเป็นที่รวบรวม รูปปั้นชนิดต่าง ๆ

ราวต้นศตวรรษที่ 15 คำว่า “Green thumb” ได้เกิดขึ้นเพื่อบรรยายถึงความสามารถของบุคคล ที่สามารถปลูกต้นไม้ที่นำมาจากต่างประเทศได้ดีและงดงาม

(ในปี ค.ศ.1545 มหาวิทยาลัย Padue ได้ตั้งสาขาทางด้านการเรียนรู้เรื่องต้นไม้และสวนขึ้น เป็นแห่งแรกในยุโรป)

ฝรั่งเศส (France)

การจัดสวนแบบอิตาลีได้ถูกแนะนำเข้ามาในประเทศฝรั่งเศสราวต้นศตวรรษที่ 16 ในยุคเรอเนสซองนี้ ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาเรื่องการจัดสวนจนเป็นแบบอย่างของตนเอง ทำให้การจัดสวนกลายเป็นสิ่งที่สำคัญและแข่งขันกันทั่วไปในประเทศ

ชาวฝรั่งเศสนิยมตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปทรงต่าง ๆ (Topiary) มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศต่าง ๆ และนิยมปลูกเรือนพักผ่อน, ศาลาในสวน (Summer house) ส่วนการชมสวนของชาวฝรั่งเศสนั้นต้องชมในระดับสูง เพราะมีแปลงดอกไม้ประกอบทางเท้าหรือผนังที่จัดให้มีรูปแบบที่ค่อนข้างยุ่ง ยาก ในศตวรรษที่ 16-17 รูปแบบส่วนใหญ่ของแปลงดอกไม้ และสิ่งอื่น ๆ ส่วนมากเป็นรูปเหลี่ยม ต่อมาก็นิยมใช้เส้นโค้งกันมาก ไม้ดอกที่ทำเป็นแปลงขนาดเตี้ย ได้แก่ Violet, Wallflowers, Pintas ซึ่งเป็นไม้ดอกที่นิยมปลูก และมักจะปลูกหลาย ๆ ชนิดในเนื้อที่หนึ่งๆ เพื่อให้จังหวะการมีดอกต่อเนื่องกัน

ลักษณะอย่างหนึ่งของสวนชาวฝรั่งเศสไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก คือมีลักษณะที่เป็นระเบียบและมีแบบแผนมาก เช่นแบ่งสวนออกเป็นส่วนๆ มีสวนผัก, ผลไม้, น้ำตก และน้ำพุ, และที่พักผ่อนหย่อนใจ

Andre ‘Le Notre (ค.ศ.1613-1700) เป็นนักออกแบบสวนชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงมาก ได้ออกแบบ vaux le Vicomte และ Versailles ซึ่งเป็นสวนในพระราชวังแวร์ซายส์ สร้างในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นสวนขนาดใหญ่มาก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระประสงค์ที่จะให้สวนเป็นที่รวมการละเล่น พักผ่อน การแสดงออกของพระญาติพระวงค์ และข้าราชบริพาร Andre ได้ดัดแปลง และพัฒนาการจัดสวนในพระราชวังแวร์ชายส์มาจากยุคเรอเนสซองตอนต้น ซึ่งอิทธิพลการออกแบบ ของ Andre มีผลทั่วไปในฝรั่งเศส, อังกฤษ, ฮอลแลนด์, ออสเตรีย, เยอรมัน และแม้แต่รัสเซีย

อังกฤษ (England)

การจัดสวนของชาวอังกฤษเริ่มในสมัย Tudor เดิมเป็นการจัดสวนแบบเก่า ๆ ที่มีภายในบ้าน ต่อมาได้อิทธิพลจากฝรั่งเศส และอิตาลี แต่ก็คงยังนิยมจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และอยู่ในเนื้อที่จำกัด ยังใช้ไม้ประดับ, ไม้ผล มีไม้ดอกแต่งเป็นลวดลายเรขาคณิตล้อมรอบด้วยต้นหีบไม้งามหรือไม้พุ่มเตี้ย และตัดแต่งไม้ไม่ผลัดใบที่อยู่ตามมุมต่าง ๆ ของแปลงดอกไม้ มีซุ้มไม้เลี่อย, รูปปั้น น้ำ และอื่นๆ เพื่อประกอบกันเป็นสวนแบบ Formal การจัดสวนได้เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสมัยพระนางอลิซาเบท ที่ 1 (ค.ศ.1558-1603) มีการตัดแต่งต้นไม้เป็นรูปร่างต่าง ๆ (Topiary) มีไม้ดอกและน้ำพุมากขึ้น

การจัดสวนได้พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 (ค.ศ.1603-1625) แต่รูปแบบก็ยังคงเป็น Formal อยู่ และจัดเพื่อคนร่ำรวยเท่านั้น ได้ขยายเนื้อที่ทางเดินเพิ่มขึ้น และลดแปลงดอกไม้ให้เล็กลง แต่ชาวอังกฤษสนใจพรรณไม้ใหม่ ๆ จากฮอลแลนด์และอเมริกามาก ในขณะเดียวกันก็รวบรวม พรรณไม้ต่าง ๆ ภายในประเทศ โดยการรวมไว้ไนเนื้อที่ 5 เอเคอร์ ที่ Oxford University เรียกว่า Hortus Botanicsus ซึ่งมีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ประมาณ 1,600 ชนิด

ในสมัยศตวรรษที่ 17 ประชาชนทั่วไปเริ่มสนใจการจัดสวนแบบ Cottage Carden ซึ่งเป็นการประดับจัดสวนในเนื้อที่เล็ก ๆ ตามประตู, หน้าต่าง และบ้านที่มีเนื้อที่แคบ ๆ โดยใช้ไม้กระถาง ช่วยบางส่วน เมื่อความสนใจในเรื่องสวนของประชาชนเพิ่มมากขึ้นจึงทำให้มีหนังสือต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องสวนและต้นไม้มากมายในสมัยนี้

การจัดสวนแบบ Informal หรือ Naturalistic ในอังกฤษ

นักเขียนหลายคนในอังกฤษได้วิพากษวิจารณ์ เรื่องการจัดสวนของอังกฤษ ซึ่งมีลักษณะหรูหรา ฟุ่มเฟือยและใช่เนื้อที่ในการจัดสวนมาก รวมถึงการดูแลรักษาก็ลำบากเพราะต้องคอยตัดแต่งต้นไม้ให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามที่ต้องการ และเนื่องจากประชาชน มีอิสระมากขึ้นในศตวรรษที่ 18แนวโน้มเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไป การจัดสวนแบบธรรมชาติ (Naturalistic) ก็เข้ามามีบทบาทในการจัดสวน ประมาณปี ค.ศ. 1720 ซึ่งอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากภาพเขียน Landscape ของศิลปินโดยทั่วไปที่เน้นให้เห็นต้นไม้และสิ่งต่าง ๆ เติบโตสวยงามตามธรรมชาติของมันเองเพียงแต่ดูแลรักษาและเลือกปลูกชนิดของพรรณไม้ให้ได้จังหวะงดงามเท่านั้น วัด, สิ่งหักพัง, กิ่งไม้, ตอไม้แห้ง เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสวนแบบ Informal เพื่อเน้นให้เห็นถึงความเสื่อมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่โดยทั่วๆ ไป แล้วจะไม่มีลักษณะของเรื่องแบบแผนที่เป็นระเบียบทางเรขาคณิตเหมือนเดิมอีกเลย แต่เป็นที่น่าเสีย ดายที่ว่ามีการรื้อทำลายสวนแบบ formal ที่ดีหลายแห่งเพื่อมาทำเป็นสวนแบบ Informal ทำให้ตัวอย่างสวนแบบเก่าที่สวย ๆ มากแห่งต้องหมดไป

Lancelot Brown (ใน ค.ศ.1715-1783) เป็นนักออกแบบสวนที่มีชื่อเสียงในการจัดสวนแบบ Informal Brown ออกแบบมากว่า 100 แห่ง เขาได้เพิ่มขนาดของสนามหญ้า เพิ่มไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และปรับปรุงเรื่องระดับต่าง ๆ ของพื้นที่รวมทั้งแม่น้ำ, ลำธาร, ภูเขา หรือทะเลทรายให้กลมกลืน และสวยงามขึ้น

Sir Humphrey Repton (ค.ศ. -1818) นับเป็นคนแรกที่เรียกตนเองว่า Landscape Gardener เขาเป็นคนต้นคิดในการออกแบบสวนสาธารณะของอังกฤษ โดยจัดให้มีสนามหญ้ากว้างใหญ่ ร่มเงาจากต้นไมั และจังหวะการจัดวางต้นไม้ที่สมดุลย์กันซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักใหญ่ในการจัดสวนสาธารณะในปัจจุบัน และมีอิทธิพลต่อสวนสาธารณะทั่ว ๆ ไปในโลก

นอกจากนี้การจัดสวนของชาวตะวันออกก็ได้มีอิทธิพลบางส่วนต่อการจัดสวนในประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส สาเหตุเนื่องจากการไปเยื่อนประเทศจีนของ William Chambers

อเมริกา (America)

ในระยะเริ่มแรกของการก่อตั้งประเทศ ประชาชนไม่มีเวลาให้สำหรับสวนที่หรูหราและฟุ่มเฟือย นอกจากสิ่งที่จำเป็น เช่น การผลิตอาหาร โดยทำสวนครัวต่าง ๆ เท่านั้น อีก 50 ปีต่อมา ทางฝั่งตะวันออกได้มีการนำไม้ดอกต่าง ๆ มาจากยุโรป เช่น กุหลาบ, Hollyhocks, และ Jelly flowers

ในศตวรรษที่ 18 สวนเป็นแบบ Formal เลียนแบบยุโรป มีหีบไม้งาม (Boxwood) เป็นขอบของรูปทรงต่าง ๆ หรือปลูกกับไมยืนต้นอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่สวนจะมีลักษณะที่เรียบและเป็นประโยชน์  และมีทั่ว ๆ ไปทั้งทางเหนือและใต้ของอเมริกา ส่วนมากแล้วสวนมีลักษณะคล้ายคลึงกับสวนของอังกฤษ  เช่นที่ Williamsburg ส่วนแถบทางด้านตะวันตกเฉียงใต้และมหาสมุทร Pacific ได้รับอิทธิพลจาก เสปน ส่วนเรื่องพรรณไม้ชนิดต่าง ๆ นั้น John Bortram ได้เป็นผู้ศึกษาและรวบรวมไว้ ทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนเมล็ดและต้นไม้กับพ่อค้าชาวอังกฤษ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะส่งไปยังอังกฤษมากกว่า

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ได้พัฒนาการจัดสวนให้มีความสวยงามมากขึ้น และมีสวนสาธารณะที่ดี ๆ หลายแห่ง สมาคมนักออกแบบสวนได้ก่อตั้งขึ้นและประชาชนทั่วไปก็ยอมรับที่จะให้มีการออกแบบสวนโดยนักออกแบบ Andrew Jackson Downing (ค.ศ.1815-1852) เป็นผู้แนะนำการออกแบบสวน แบบ Naturalistic ให้กับอเมริกา โดยงานเขียนและงานออกแบบของเขา ในระยะนี้ได้มีพรรณใหม่ ๆ ซึ่งถูกแนะนำมาจากเอเซียและที่อื่น ๆ และมีการจัดตั้ง Botanic garden เพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Longwood Garden ใน Kennett square ที่รัฐเพ็นซิลวาเนีย

การพัฒนาเรื่องการจัดสวนสาธารณะในอเมริกาทำให้บางอย่างเปลี่ยนแปลงไป เพราะเดิมลักษณะการจัดสวน จะมีสัดส่วนที่เล็กเพราะอยู่ตามบ้านเรือนต่าง ๆ เมื่อได้มีการจัดสวนสาธารณะคือ Central Park ในปี ค.ศ.1858 โดย Federick Law Olmstead, Sr. and Calvert vaux แนวโน้มการจัดสวนก็เริ่มเปลี่ยนไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกับสวนสาธารณะ

Federick Law Olmstead, Sr[ (ค.ศ.1822-1903) นับเป็นบิดาทางด้าน Landscape Ar­chitecture ของอเมริกา และเป็นบุคคลแรกที่เรียกตนเองว่า Landscape Architect

การจัดสวนในอเมริกาทางตอนใต้และตะวันตกได้รับอิทธิพลบางส่วนจากเสปน จนในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาจนเป็นลักษณะที่ยอมรับกันทั่วไป และเป็นที่นิยมในอเมริกา โดยมีเฉลียงยื่นออกมาจากตัวบ้าน และนับเป็นส่วนสำคัญเท่ากับห้องๆ หนึ่งภายในบ้าน ซึ่งอาจจะใช่สถานที่ทั้งกลางวันและกลาง คืนได้ สวนอาจจะอยู่หน้าบ้าน, หลังบ้าน หรือข้างๆ บ้านได้ แต่ต้องได้รับแสงแดดพอสมควร และได้ใช้ประโยชน์จากสวนมากกว่าที่ผ่านๆ มาในอดีต สถานที่จอดรถกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในปัจจุบัน รวมทั้งสระว่ายน้ำเตาย่างอาหาร และที่นั่งพักผ่อน รูปร่างและขนาดของสวนที่ต้องออกแบบ

ให้เข้ากับสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างอะไรก็ตาม ซึ่งไม่มีข้อจำกัดในเรื่องรูปทรงเรขาคณิตตามแบบ Formal หรือไม่ และสวนในบ้านก็กลายเป็นสถานที่ที่จำเป็นที่เจ้าของบ้านได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด

แสกนดิเนเวีย (Scandinevia)

ฤดูแห่งการเพาะปลูกของชาวแสกนดิเนเวียสั้นกว่าอังกฤษเพราะมีฤดูหนาวที่นานมาก ทำให้ชาวแสกนดิเนเวียเพาะปลูกอย่างจริงจังในช่วงอันสั้น บ้านส่วนใหญ่จะอยู่ริมทะเลสาบและล้อมรอบด้วยป่าไม้ Birch และสน จีงมีการปลูกไม้ดอกสีสรรสดใสรอบๆ บ้าน แต่ก็ไม่ได้มีแบบแผนในการ จัดแต่อย่างใด มักจะปลูกตามใจชอบ จึงทำให้มีแบบอย่างที่แปลกไปกว่าชาติอื่น ๆ ที่กล่าวมา

อย่างไรก็ดี แบบอย่างการจัดสวนแบบใหม่ได้เริ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีแนวความคิด มาจากอเมริกาและแสกนดิเนเวีย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายคล้ายๆ กัน และแนวความคิดเหล่านี้ได้รวมกันเข้า ในการจัดสวนประกอบการก่อสร้างตึกแบบใหม่ ๆ ในงาน Festival of Britainในปี ค.ศ.1951

จีน (China)

การจัดสวนของจีนและญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นถึงความหนาแน่นของประชากรเพราะสวนมีขนาดเล็ก และมีเนื้อที่จำกัด ซึ่งแนวความคิดเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์ในการจัดสวนในอนาคตที่พื้นที่มีบริเวณจำกัดในเมืองใหญ่ ๆ

การจัดสวนในจีนมีมาประมาณ 2600BC. มาแล้ว เริ่มทีเดียวก็เน้นเรื่องการปลูกพืชที่น่าทำเป็นยาโรคและปลูกพืชผักเพื่อเป็นอาหาร” ปาะมาณ 200 BC ตามชนบทได้เป็นที่ตั้งของสวนและสวนสาธารณะต่าง ๆ ส่วนใหญ่เพื่อการล่าสัตว์ ต่อมาอีกหลายศตวรรษในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-906) และราชวงศ์มิง (ค.ศ.1386-1644) ศิลปการจัดสวนได้เจริญสูงสุดในจีน

ศาสนาพุทธมีอิทธิพลมากในการจัดสวนของจีน เพราะศาสนาพุทธเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติมาก สวนของชาวจีนได้ย่อส่วนสวนจริง ๆ ลงในเนื้อที่จำกัด ซึ่งมีต้นไม้, หิน และสิ่งอื่นๆ อีก อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นำมาจัดสวนมีสัญญลักษณ์และความหมายโดยมีการตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นเรียกกฎนี้ว่า Fen-Shoi

นอกจากจะมีการจัดสวนโดยทั่วไปแล้วก็มีการจัดสวนประกอบหลุมฝังศพและสวนภายในวัด แต่สวนของชาวจีนได้จัดและออกแบบขึ้น เพื่อมองดูและชื่นชมเท่านั้น มิได้มีเพื่อเดินเล่นหรือนั่งเล่นแต่อย่างใด

ญี่ปุ่น (Japan)

สวนของชาวญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลมาจากจีน เริ่มแรกลักษณะของสวนค่อนข้างหยาบ มีสระน้ำเล็ก ๆ และหินซึ่งแทนเกาะในบ่อน้ำ ต่อมาสวนของญี่ปุ่นก็ได้พัฒนามากขึ้นเนื่องจากความรักในธรรมชาติ และศิลปของประชาชน ทำให้ศิลปการจัดสวนได้เจริญสูงสุดในสมัยศตวรรษที่ 13 สมัยของพระเจ้า มูโรมาชิ (Muromachi ค.ศ.1333-1573) สัญญลักษณ์และการแสดงออกทางด้านปรัชญามีอยู่ทั่วไป ในการจัดสวนของชาวญี่ปุ่นในยุคนี้ ต่อมาสวนได้ถูกประดับตบแต่งด้วยสิ่งต่างๆ มากเกินไป

การเลือกพรรณไม้เพื่อการจัดสวนนั้น ชาวญี่ปุ่นเลือกให้เข้ากับลักษณะของตัวอาคารและเลือกต้นไม้ที่มีความหมาย เช่น เลือกไม้ไม่ผลัดใบ เพราะให้ความสงบสดชื่นตลอดตลอดปีและมีความหมายถึง การมีอายุยืนนาน ไม้ดอกยืนต้นและไม้พุ่มก็ปลูกผสมกับไม้ยืนต้นที่ไม่ผลัดใบ แต่ไม้ดอกล้มลุกไม่นิยมปลูกกัน

นอกจากนี้มีการดูแลตัดแต่งต้นไม้ เป็นรูปร่างต่างๆ ซึ่งก็คล้ายๆ กับศิลปไซ ซึ่งมีมาประมาณ ต้น ค.ศ.1000 เป็นการปลูกเลี้ยงต้นไม้จากการเพาะเมล็ดปลูกในกระถาง เช่น โอค, สน,เมเปิล, เชอรี่ เป็นต้น แล้วตกแต่ง, ดัดเป็นเวลานานปีเพื่อให้มีรูปทรงเหมือนต้นจริงที่เติบโตตามธรรมชาติเพียงแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น

ส่วนศิลปการจัดสวนแบบเรียบและสวนแห้ง ได้ถูกแนะนำเข้ามาในสมัยพระเจ้ามูโรมาชินี่เอง เช่นที่ Ryoan-je ซึ่งเป็นวัดของพุทธศาสนานิกายเซน ที่มีสวนแบบเรียบและมีลำธารแห้ง ทำด้วย กรวด, ทราย, หิน มีต้นไม้เพียงไม่กี่ต้นเท่านั้น ซึ่งหินก็กลายเป็นสิ่งสำคัญในการจัดสวนไป เพราะปัจจุบัน หินมีลักษณะที่งดงามและมีความหมายในตัวของมันเอง เช่น เป็นตัวแทนของภูเขา เกาะแก่ง เป็นต้น

การจัดสวนญี่ปุ่นได้ถูกแนะนำไปยังประเทศต่างๆ แต่ก็ประสบผลสำเร็จน้อยเนื่องจากว่าการจัดสวนของชาวญี่ปุ่นมีกฎเกณฑ์และสัญญลักษณ์มากมาย ซึ่งกว่าจะทำได้ถูกต้องก็ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนาน แต่อย่างไรก็ดี พบว่าการจัดสวนญี่ปุ่นมีผลและอิทธิพลต่อการจัดสวนในประเทศต่าง ๆ มาก แม้ว่าจะไม่เป็นสวนแบบญี่ปุ่นที่แท้จริงก็ตาม



Comments are closed.

This entry was posted on July 5, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.