ขั้นตอนการออกแบบสวน

DESIGN PROCESS

การออกแบบสวนต้องมีขั้นตอนในการออกแบบเพื่อที่ผู้ออกแบบจะได้เข้าใจถึงสถานที่ และจุดประสงค์ของเจ้าของบ้าน โดยมีหลักในการออกแบบเป็นขั้นตอนไป ซึ่งหลักการเหล่านี้รวมถึงการสำรวจสถานที่ การวิเคราะห์ข้อมูลจากเจ้าของบ้าน การเสก็ตแนวความคิดในการจัดวาง การเขียนแปลนที่สมบูรณ์ และการเขียนทัศนียภาพ เพื่อเสนอต่อเจ้าของบ้าน หลักการโดยทั่วไปมี 5 ขั้นตอน คือ

1. การสำรวจสถานที่ (Site Analysis) เป็นการสำรวจสถานที่ที่จะทำการออกแบบจริงโดยหาข้อมูลให้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลที่จำเป็นในการวางแปลนจัดสวนได้แก่

ขนาด –วัดขนาดของสถานที่ที่ออกแบบสวนว่า กว้าง, ยาว, เท่าไร ตั้งอยู่บริเวณ ใดของบ้าน หรืออาจจะเขียนแปลนรวมตัวบ้าน และสวนให้เห็นได้ชัดว่าตั้งอยู่อย่างไร

ทิศ -ทิศเหนืออยู่ทางไหน จะทำให้ทราบถึงเรื่องแสงสว่างที่สวนจะได้รับในช่วงเช้าและบ่าย เพื่อจะได้กำหนดพรรณไม้ได้ถูกต้อง

ลม -สังเกตทิศทางลมที่พัดผ่านสวนว่ามาทางทิศใดบ้าง

ดิน -เป็นกรด หรือด่าง ดินเป็นดินเหนียว ดินร่วน หรือดินปนทราย

ระดับดิน – ดูความสูงตํ่าของระดับดินในสวนว่าต้องการ การถมดินเพิ่ม, ทำเป็นเนิน หรือขุดบ่อตรงไหนบ้าง และควรระมัดระวังเรื่องระดับดินไม่ให้การถมดินเพิ่มเป็นสาเหตุให้น้ำท่วมในจุดต่าง ๆ ของบ้านได้

ภูมิอากาศ -ที่ตั้งของบ้าน อยู่ในเขตภูมิอากาศแบบไหน หนาว, ร้อน,ชื้น, หรือฝนตกชุกตลอดปี

พรรณไม้เดิม -หาตำแหน่ง และชนิดของพรรณไม้เดิม เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดสวน

วัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ -หาตำแหน่ง และทิศทางของทางระบายน้ำ ท่อสายไฟ ท่อน้ำประปา สายโทรศัพท์ ที่ตากผ้า ฯลฯ ส่วนเรื่องของน้ำนั้นควรให้เจ้าของบ้านติดตั้งก็อกน้ำไว้หลาย ๆ จุดเพื่อความสะดวกในการรดน้ำต้นไม้ และควรสังเกตด้วยว่านํ้าเพียงพอหรือไม่ นํ้าที่ใช้เป็นน้ำประปา , น้ำบาดาล หรือมาจากแหล่งอื่น ๆ

หาความสัมพันธ์ระหว่างภายในบ้านกับภายนอกอาคาร หรือระหว่างตัวบ้านและสวนเพื่อหาจุดในสวนที่ภายในบ้านจะมองเห็น และชื่นชมความสวยงามจากธรรมชาติได้

หาความสัมพันธ์จากภายนอกสู่ภายใน เช่นจัดต้นไม้เป็นฉากกั้นบางส่วนของสวนที่ติดต่อกับห้องบางห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

2. การสัมภาษณ์เจ้าของสถานที่ (Client Analysis) คือการหาข้อมูลจากเจ้าของสถานที่ โดยการสอบถาม สังเกต และพิจารณา อาจทำได้โดยการตั้งปัญหาถาม สนทนาถึงเรื่องความชอบ และรสนิยมโดยทั่วไปของเจ้าของสถานที่ เช่น

– เจ้าของบ้านชอบดูแลสวน และมีเวลาให้กับการทำนุบำรุงต้นไม้มากน้อยแค่ไหน

– ความต้องการของครอบครัวจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต เช่น จะมีบุตรกี่คน หรือว่าบุตรโตขึ้น จะเปลี่ยนแปลงสวนอย่างไร เช่น ทำที่เล่นสำหรับเด็ก ๆ หรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เมื่อเด็กโตขึ้น

– ชอบสวนแบบไหน เช่นสวนแบบญี่ปุ่น, สวนแบบธรรมชาติ ฯลฯ

– ชอบออกกำลังกายนอกตัวบ้านบ้างไหม ? เช่น เล่นกีฬา, ทำสวน, ทำอาหาร

– ต้องการมุมสงบในสวน เพื่ออ่านหนังสือ พักผ่อน

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่นักออกแบบต้องสอบถามเจ้าของบ้าน และยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่ต้องสังเกตและจดจำเพื่อเป็นประโยชน์ในการออกแบบ เช่น รสนิยมเรื่องสี ชนิดของต้นไม้ นอกจากหัวหน้าครอบครัวแล้วต้องทราบถึงบทบาทของสมาชิกทุกคนในครอบครัวด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็ควร หาโอกาสพูดคุยกับทุกคนภายในบ้านก็จะทำให้ลักษณะของสวนที่ออกมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงความต้องการของแต่ละคนภายในบ้านได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรทราบคือเรื่องงบประมาณ ที่เจ้าของบ้านจะสามารถจ่ายได้ในการจัดสวนครั้งนี้ หรือแม้แต่จะเป็นสวนที่เราจะจัดขึ้นเองก็ต้อง ทราบถึงงบประมาณที่เราจะใช้ในการจัดสวน ดังนั้นไม่ควรคิดว่าจะไม่เป็นการสมควรที่จะถามเจ้าของบ้านถึงเรื่องนี้ ถ้าหากว่าเจ้าของบ้านที่ไม่เคยทราบถึงงบประมาณทั่วไปที่ใช้ในการนี้ นักออกแบบก็อาจจะเสนอแนะงบประมาณอย่างคร่าว ๆ ได้จากราคาขนาดสูงถึงกลาง และต่ำจะช่วยให้เจ้าของบ้านเข้าใจ และบอกได้ถูกถึงความสามารถในการจ่ายเงินในครั้งนี้ มิฉะนั้นแล้วการออกแบบจะลำบากมากเพราะไม่ทราบถึงงบประมาณเนื่องจากสวนในเนื้อที่เท่ากัน อาจจะมีราคาแตกต่างกันมากมายอย่าง ไม่น่าเชื่อได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกพรรณไม้ วัสดุ และสิ่งประดับตกแต่งสวนอื่น ๆ อีก

3. การใช้วงกลมในการออกแบบ(Balloon Diagram) คือการนำเอาข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจสถานที่และสัมภาษณ์เจ้าของบ้านมาแยกออกเป็นส่วน ๆโดยเรียงลำดับจากความสำคัญมากไปหาน้อยแล้วเลือกเอาส่วนที่จำเป็นต้องมีภายในสวนโดยให้แต่ละส่วนเป็นวงกลม 1 อัน แล้วนำเอาวงกลมเหล่านี้มาวางลงในแปลนจริงเพื่อหาความสัมพันธ์กันระหว่างแต่ละวงกลม และกับตัวบ้าน เช่น จากการสัมภาษณ์ทราบว่าเจ้าของบ้านต้องการ

*ความต้องการของเจ้าของบ้านอาจจะมีมากกว่านี้

แต่ต้องดูงบประมาณ ถ้าสิ่งใดที่มีความจำเป็นน้อย หรือมีราคาสูงเกินงบประมาณก็ควรตัดออก

(1) น้ำตก, บ่อปลา

(2) ไม้ประดับ

(3) ไม้ดอก

(4) สวนหย่อมสวย ๆ

(5) ไม้ให้ร่มเงา

(6) ไม้เลื้อย

จากการสำรวจสถานที่จะได้ขนาดของตัวบ้าน และรายละเอียดของสถานที่มาดังนี้

เมื่อได้ข้อมูลมา 2 ชนิดแล้ว ก็ให้ความต้องการของเจ้าของบ้านเป็นวงกลมแต่ละอันโดยจับมาวางบน Plan ที่จัดมา ซึ่งการเสก็ตแนวความคิดแบบนี้ จะทำให้เราทราบความสัมพันธ์ของแต่ละวงกลม และความสัมพันธ์กับตัวอาคารได้ง่ายเข้าโดยไม่ต้องมาเสียเวลาเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ หลาย ๆ ครั้ง คือการเขียนแปลนรูปด้าน และทัศนียภาพ

4. การเขียนแปลน (Plan) แปลนหมายถึงลักษณะรูปร่างของสถานที่หรือสิ่งของนั้น ๆ โดยมองจากเบื้องบนลงมา (Top view) แปลนจะสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งทิศทางและขนาดของสิ่งต่าง ๆ ภายในแปลนไว้ทั้งหมด โดยทั่วไปแล้ว แปลนจะแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกันตามความ เหมาะสมคือ

4.1 มาสเตอร์แปลน (Master Plan) เป็นแปลนที่สมบูรณ์แล้วได้เขียนถึงการออกแบบพัฒนา หรือเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในเนื้อที่กว้างใหญ่ ซึ่งอาจจะมีเนื้อที่นับเป็นร้อย ๆ ไร่ก็ได้ ส่วนมากมักจะใช้มาตราส่วน 1:2000

4.2 ไซท์แปลน (Site Plan) จะมี 2 แบบคือ (l) อาจเป็นส่วนหนึ่งของ Master Plan เนื่องจาก Master Plan มีขนาดใหญ่มาก จึงขาดรายละเอียดต่าง ๆ เรื่อง เส้น รูปร่าง ตำแหน่งของโครงสร้างที่เล็กเกินกว่าจะเขียนลงใน Master Plan ได้ ดังนั้นจึงมีการเขียน Site Plan ขึ้นมาขยายบางตอน ของ Master Plan ขึ้น (2) อาจเป็นตัว Master Plan เองก็ได้ ถ้าหากว่าขนาดของพื้นที่นั้นไม่ใหญ่ เกินไป (ต่ำกว่า 75 ไร่)

4.3 ดีเทลแปลน (Detail Plan) (l) ใช้ขยายบางส่วนจาก Site Plan เพื่อให้เห็นรายละเอียดชัดขึ้น ส่วนมากใช้มาตราส่วน 1:20, 1:50, 1:75 , 1:100 (2) ถ้าพื้นที่บางแห่งมีขนาดเล็ก Detail Plan ก็อาจจะเป็น Mini Master Plan ก็ได้ เช่น ที่รอบบริเวณป้ายรถเมล์ สวนของเด็กขนาดเล็ก สวนสาธารณะเล็ก ๆ ตรงมุมถนน สามแยก เป็นต้น

4.4 สกีมาติคแปลน (Schematic Plan) เป็นแผนผังแสดงถึงทิศทางการสัญจรและทางเดิน หรือความสัมพันธ์ระหว่างจุดต่าง ๆ ในแปลน

4.5 เสตคจิ้งแปลน (Staging Plan) เป็นแปลนที่แสดงถึงขั้นตอนในการก่อสร้างของ Master Plan โดยเรียงความสำคัญหรือความจำเป็นมากไปหาน้อย ตามลำดับไปเนื่องจากงบประมาณได้มาเป็นงวด ๆ หรือมีจำกัด

4.6 คอนสตรัคชั่นแปลน (Construction Plan) แสดงถึงรายละเอียดที่แน่นอนเรื่อง วัสดุ ขนาด โครงสร้างและสิ่งอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้งานนี้สำเร็จได้

4.7 แพล้นที้งแปลน (Planting Plan) คือแปลนที่แสดงรายละเอียดของตำแหน่งต้นไม้ และชนิดของพรรณไม้เหล่านั้นด้วย รวมทั้งขนาดและจำนวนของพรรณไม้นั้น ๆ แปลนเกี่ยวกับต้นไม้นั้น ควรคำนึงถึงระยะระหว่างต้นไม้ที่จะปลูกด้วย โดยคิดถึงขนาดต้นไม้ที่โตเต็มที่แล้ว ลักษณะแปลนของต้นไม้ก็ใช้สัญลักษณ์ทั่วไปแทน  โดยอาจจะเลือกเพียงชนิดเดียวแล้วใส่ตัวเลขบอกถึง ชื่อของต้นไม้นั้น ๆ ประกอบหรืออาจจะเลือกสัญลักษณ์ 1 ชนิดแทนพรรณไม้ 1 อย่างก็ได้ แต่ในกรณีนี้จะมีปัญหาถ้ามีพรรณไม้มากเป็นร้อยชนิด จะทำให้แบบแปลนขาดระเบียบ และวุ่นวายเนื่องจากมีสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันมากเกินไป

♦ไม่ควรยกสัญลักษณ์มาบอกชื่อต้นไม้ ควรใช้ตัวเลขแทนเพื่อให้การอ่านแบบง่ายขึ้น

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเขียนแปลน (Plan Expression)

– แปลนที่ดีและสวยงามไม่ควรมีอะไรยุ่งยากเกินไป ตำแหน่งของสิ่งสำคัญต่าง ๆ ควรทำให้เด่นโดยใช้หมึกที่มีเส้นหนัก และใช้หมึกเส้นเบากับสิ่งทั่ว ๆ ไป

-แยกแต่ละส่วนของแปลนเป็นหลายระดับของการมองเห็นจากอ่อนไปแก่ แต่ก็สามารถอ่านได้เห็นทุกระดับ

-แปลนต้องให้ความรู้สึกที่เป็น 3 มิติ เพื่อให้คนดูเกิดความคล้อยตาม เช่น ใสั่แสงเงาลงใน

-เก้าอี้,รั้ว, ที่อยู่ใต้ต้นไม้ควรใช้เส้นที่หนัก

-หญ้า ใช้เส้นเบา

-ลงสีให้สวยงามและเหมือนจริง

สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้แปลนสวยงามและดูเป็นจริงมากที่สุด และยังช่วยให้ผู้ดูเกิดความเข้าใจในจินตนาการของผู้ออกแบบได้อย่างชัดเจนด้วย

นอกจากการเขียนแปลนที่ช่วยให้ดูเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายในการออกแบบ แล้วก็ยังมีรูปด้านที่ช่วยให้เข้าใจถึงลักษณะของแปลนนั้น ๆ ในด้านตั้ง และทำให้ทราบถึงส่วนสูงของต้นไม้ เก้าอี้ และ สิ่งอื่น ๆ ที่อยู่ภายในแปลนนั้นด้วย การเขียนรูปด้านมี 2 ชนิดคือ

1. รูปด้าน (elevation) การเขียนรูปด้านแบบนี้จะขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้ออกแบบจะชี้ให้ผู้ดูในด้านใดที่คิดว่าน่าสนใจ โดยเขียนเส้นลากผ่านแปลนและแสดงทิศทางของรูปด้วยในแปลนก่อน (ดูรูป) แล้วนำมาเขียนสัดส่วนในแนวตั้งอีกครั้งหนึ่งโดยถือจากระดับดินขึ้นไป

2. รูปตัด (Section) รูปตัดจะมีความหมายเหมือน ๆ รูปด้านเพียงแต่ได้ตัดผ่านโครงสร้าง ที่ต้องการจะให้ผู้ดูทราบถึงโครงสร้างของสิ่งนั้น ๆ เช่น ตัดผ่านสระว่ายนํ้า บ่อปลา ก็จะทำให้เรามองเห็นว่า บ่อน้ำมันลึกจากระดับดินเท่าไร หรือมีเนินสูงเท่าไร

การเขียนรูปด้าน และรูปตัดนี้ก็เป็นที่นิยมทั่วไป และก็แล้วแต่ความตั้งใจของผุ้เขียนเอาว่าจะให้ออกมาในรูปใดที่จะทำให้ผู้ดูหรือผู้อ่านเข้าใจแบบได้มากที่สุด

5. การเขียนทัศนียภาพ (Perspective)

การเขียนทัศนยภาพเป็นการเขียนที่ทำให้ผู้ดูสามารถเข้าใจได้มากที่สุด เพราะจะเป็นภาพที่มีลักษณะที่เหมือนภาพถ่าย และมีมุมต่าง ๆ กัน อาจเขียนโดยใช้ลายเส้นเป็นขาวดำ หรือจะลงสีให้ มีสีสรรเหมือนจริงก็ได้

ขั้นตอนการออกแบบทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถตั้งต้นการทำงานได้อย่างถูกต้อง และมีขั้นตอนที่ดีทำให้การออกแบบง่ายกว่าที่จะออกแบบโดยไม่ทราบข้อมูลอะไรเลย และออกแบบไปโดยเห็นแต่แปลนในกระดาษเท่านั้น การออกแบบตามขั้นตอนเหล่านี้จะทำให้ได้เห็นและทราบถึง ปัญหาของสถานที่นั้น รวมทั้งปัญหาของบุคคลที่เป็นเจ้าของบ้านด้วย ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาได้ดีและสวยงามด้วย ก็จะทำให้ประสบผลสำเร็จในการทำงานเป็นอย่างดี แต่เพื่อช่วยให้การออกแบบและการจัดสวนได้ผลเต็มที่ ควรจะมีการฝึกฝนทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติเพราะประสพการณ์ที่ได้รับแต่ละครั้ง จะช่วยให้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงที่ต้องแก้ไข และได้ทราบว่าการออกแบบที่เขียนขึ้นในกระดาษนั้น เป็นเพียงแนวความคิดส่วนใหญ่เท่านั้น เมื่อปฏิบัติจริง ๆ แล้วจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบตามความเหมาะสมอีกครั้งเพื่อให้งานสวยงามและถูกต้องตามความมุ่งหมาย แต่ถ้าหากว่าผู้ออกแบบได้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอ และทราบถึงปัญหาทุกอย่างในสถานที่นั้น ๆ แล้ว แบบของสวนก็จะมีโอกาสเป็นไปได้ถึง 80-85 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการออกแบบที่ดีควรจะมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขแบบน้อยที่สุด เมื่อมีการจัดสวนจริง ความสำคัญในเรื่องนี้นักออกแบบต้องตระหนักถึงเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแบบของสวนที่เสนอต่อเจ้าของสถานที่ในครั้งแรก และเจ้าของสถานที่ก็พึงพอใจให้มีการจัดสวนตามแบบนั้นๆ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแบบมากเกินไปเมื่อจัดสวนจริง ๆ ก็จะทำให้คุณค่า และความเชื่อถือในนักออกแบบลดน้อยลง



Comments are closed.

This entry was posted on July 9, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.