ขั้นตอนการจัดสวน

LANDSCAPING INSTALLATION

หลังจากที่ได้ออกแบบสวน, ประเมินราคา และตกลงกับเจ้าของสถานที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักจัดสวนก็ต้องวางแผนหรือเตรียมงานเป็นขั้นตอนไป เพื่อกะระยะให้สวนเสร็จตามวัน และเวลาที่ต้องการ จากการจัดสวนโดยทั่วไปจะพบว่ามลำดับการทำงานเป็นขั้น ๆ เพื่อความสะดวกในการทำงานและมีผลให้งานแต่ละส่วนได้ผลดี ทั้งง่ายต่อการเบิกเงินแต่ละงวดจากเจ้าของบ้านเมื่อการจัดสวนได้ถึงขั้นตอนที่กำหนดไว้

1. การคัดเลือกซื้อพรรณไม้ (Getting Plant) เป็นการสำรวจและหาแหล่งพรรณไม้ที่มีในแบบตามแหล่งต่าง ๆ ของร้านขายต้นไม้ภายในเมืองนั้น ๆ โดยพยายามหาทั้งชนิดของต้นไม้, ขนาด, รูปทรง และราคาให้เป็นไปตามแบบที่เสนอต่อเจ้าของบ้าน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความศรัทธาจากเจ้าของ บ้านถึงความสามารถของผู้จัดที่หาพรรณไม้ได้รูปร่างและชนิดตามที่กำหนดไว้ ควรพยายามหลีกเลี่ยง การเปลี่ยนต้นไม้จากแบบเดิมนอกจากจำเป็นจริง ๆ เช่นในกรณีที่ไม่สามารถจะหาไม้ชนิดนั้นนั้นได้ หรือมีแต่ไม่ได้ขนาดตามที่ต้องการ ก็ควรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทน แต่นักจัดสวนควรจะอธิบายเหตุผลให้เจ้าของบ้านเข้าใจถึงปัญหา และให้ทราบถึงสิ่งที่นำมาทดแทนว่าเป็นชนิดใดและราคาใกล้เคียงกันหรือดีกว่าอย่างไรด้วย เมื่อได้เลือกพรรณไม้ตามที่ต้องการแล้วควรจะฝากไว้ที่ร้านค้านั้น ๆ ก่อน จนกว่าจะปรับที่เตียมหลุม พร้อมที่จะปลูกได้จึงขนย้ายในวันเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัด เวลา, น้ำมัน โดยการขนจากหลาย ๆ ร้านพร้อมกันในวันนั้น อีกทั้งจะได้ไม่เป็นภาระในการรดน้ำต้นไม้ ถ้านำเอาต้นไม้ไปไว้บ้านที่จะจัดสวนนานเกินไป

ย่านขายต้นไม้และหญ้าที่นิยมทั่วไปในกรุงเทพฯเช่น ทหารราบ 11, สนามหลวง, บางป่าหรุ เทเวศร์, หัวหมาก, หลักสี่, มีนบุรี, ย่านพหลโยธิน และร้านขายต้นไม้ทั่ว ๆ ไปในกรุงเทพฯ

2. การปรับที่ (Grading) การปรับที่ก่อนที่จะมีการปลูกต้นไม้นั้นเป็นงานที่ยากใช้เวลาและ แรงงานมาก ปัญหาก็มีมากถ้าหากว่าการก่อสร้างบ้านไม่เสร็จเรียบร้อย เพราะอาจจะมีการขุดท่อ วางสายไฟ ประปา อีกก็ได้ และหลังจากที่ปรับเสร็จเมื่อฝนตก ฝนจะชะหน้าดินเป็นร่องทำให้เสียเวลาในการปรับที่ใหม่อีก เนินที่แต่งไว้อาจจะถูกเหยียบยํ่าโดยคนงานที่มาทำงานอย่างอื่นในบ้าน เช่น ทาสี, ตั้งศาลพระภูมิ ฯลฯ ดังนั้นการปรับที่จึงต้องรอเวลาที่พอเหมาะ โดยให้งานก่อสร้างส่วนใหญ่เสร็จแล้ว และใช้ผู้ที่มีฝีมือที่จะปรับที่ให้เป็นรูปร่างตามที่นักออกแบบต้องการได้

การปรับที่อาจจะเริ่มจากการปรับหน้าดินให้เรียบตามระดับที่ต้องการ ซึ่งต้องใช้จอบย่อยดินให้ละเอียด และนำดินมาถมตามจุดที่ต่ำไปหรือถากดินออกตรงบริเวณที่สูงเกินไป ช่วงไหนต้องการให้เป็นเนินก็เอาปูนขาวโรย แสดงขอบเขตของเนินนั้น ๆ (ดูจากแปลน) และทะยอยเอาดินมาถมภายในบริเวณปูนขาวให้ได้ความสูงตามที่ต้องการ โดยไล่ระดับจากจุดต่ำสุดมายังจุดที่สูงสุดของเนิน เมื่อถมที่ได้ตามที่ต้องการแล้วควรรดน้ำและย่ำให้ดินแน่นไม่เป็นโพรง ทั้งนี้เพื่อกันการทรุดตัวของเนินในภายหลัง หลังจากใส่ดินตามจุดที่ต้องการแล้วควรรดน้ำให้ชุ่มมาก ๆ แล้วทิ้งไว้ 1 คืน ให้ดินหมาดจึงใช้ลูกกลิ้งบดดินให้เรียบ ถ้าช่วงไหนที่ยุบมากก็เติมดินอีก

การปรับดินควรคิดถึงการระบายน้ำด้วยโดยไล่ระดับของดินให้สูงไปหาต่ำตรงบริเวณที่เป็นท่อระบายน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำขังเมื่อฝนตก ทุกจุดของการจัดสวนต้องคิดถึงเรื่องการระบายน้ำ โดยเฉพาะสวนช่วงที่อยู่ใกล้ชายคา ที่น้ำไหลลงมากเมื่อฝนตก ควรระวังเลือกใช้พรรณไม้และปรับทางระบาย น้ำบริเวณนั้นให้ดี

ส่วนของสนามที่ระดับดินเท่ากันก็แต่งให้เรียบเสมอขอบธรรดา แต่ถ้าระดับดินในสนามสูงกว่าถนนก็ควรแต่งขอบให้โค้งและปูหญ้าถึงขอบถนน เพื่อกันดินพัง

3. การเตรียมหลุมปลูกต้นไม้ (Soil Preparation) ควรเตรียมหลุมปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ประธานก่อน แล้วจึงเป็นไม้พุ่ม ไม้คลุมดิน ตามลำดับ วิธีการเตรียมก็ดูตำแหน่งของต้นไม้นั้น ๆ จากแปลน จะทราบถึงระยะห่างของต้นไม้จากกำแพง หรือผนังบ้านได้ เมื่อได้ตำแหน่งต้นไม้แต่ละต้นแล้วใช้ปูนขาวโรยเป็นวงตรงจุดนั้น เพื่อให้คนงานขุดดิน โดยกะขนาดของหลุมตามชนิดของต้นไม้ โดยทั่วไปก็อาจจะขุด .80 X .80 X .80 เมตร (กว้าง X ยาว X ลึก) สำหรับไม้ยืนต้น เมื่อขุดดินออกแล้วควรย่อยดินให้ละเอียดเอาดินเพียงครึ่งเดียวผสมกับดินผสมที่มีขายทั่วไปใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ และปูนขาวอย่างละ 1 กำมือ เพื่อช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี แล้วกลบลงไปในหลุมตามเดิมเพื่อรอปลูกต้นไม้ต่อไป

การขุดหลุมปลูกไม้พุ่มควรขุดลึกประมาณ .40 ถึง .50 เมตร ถ้าไม้พุ่มอยู่ติดกันหลายต้น ควรขุดต่อกันเป็นแปลงตามรูปร่างของตำแหน่งที่จะปลูกแล้วผสมดินใส่ปุ๋ยและปูนขาวตามสูตร ต่อจากนั้นก็ขุดหลุมปลูกไม้คลุมดินควรขุดลึกเพียง .25 ถึง .30 เมตรก็พอ ดินปลูกก็ดูตามชนิดของต้นไม้ด้วย ไม้คลุมดินที่นิยมปลูกกันทั่วไป ดาดตะกั่ว, หัวใจม่วง, ก้ามปูหลุด, มหากาฬ, โป๊ยเซียนแคระ ฯลฯ

4. การกำจัดวัชพืช (Weed Control) ในระยะที่ทำการขุดหลุมเพื่อเตรียมปลูกต้นไม้นั้น หรือหลังจากปรับที่ประมาณ 1-2 อาทิตย์ วัชพืชก็จะงอกขึ้นมาให้เห็น ก็ควรกำจัดวัชพืชในบริเวณที่ได้ปรับพื้นที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแห้วหมู, ผักบุ้ง ฯลฯ ก็ตามต้องให้จอบเสียบ แทงขุดเอาหัวหญ้าออกให้ได้มากที่สุด ถ้ามีมากก็ใช้ยากำจัดวัชพีชฉีด แต่ถ้าฉีดยาก็ควรทิ้งไว้ให้นานพอสมควร (ตามฉลากยา) จึงปลูกหญาได้ การกำจัดวัชพืชก็ควรมีเรื่อย ๆ แม้ว่าจะปลูกหญ้าไปแล้วก็ตามก็ควรจะขุดวัชพืชทิ้ง เมื่อเกิดมีขึ้นมาอีก

5. การจัดวางก้อนหิน (Setting Stones)

ก้อนหินมีรูปทรงต่าง ๆ ตามธรรมชาติโดยไม่ได้ถูกตัดจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะตามธรรมชาติของหินที่เปลี่ยนแปลงไปโดยภูมิอากาศต่าง ๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะบอกถึงบรรยากาศของถิ่นที่มาของหินนั้น ๆ เช่น หินอาจจะเรียบหรือขรุขระ เนื่องจากลมและพายุจากแม่น้ำ มหาสมุทร สีจะแสดงถึงความมั่นคงสงบนิ่ง หินที่มีรูปร่างกลม, หรือหินที่ขัดถูแล้วจะไม่นิยมใช้ในการจัดสวน เพราะจะทำให้ไม่ดูเป็นธรรมชาติ สีที่นิยมคือสีน้ำตาล, แดง, ม่วง, เขียวปนน้ำเงิน สีขาวไม่นิยมเพราะขาวเกินไปและไม่ประทับใจเมื่อมองดู และควรหลีกเลี่ยงการใช้สีก้อนหินที่ตัดกัน

นักจัดสวนจะสำรวจรอบ ๆ หินแต่ละก้อนอย่างถี่ถ้วนก่อนเพื่อที่จะตัดสินใจดูว่าด้านไหนเป็นด้านหน้า ที่ควรจะโชว์แก่ผู้ที่มาพบเห็น สังเกตุจุดศูนย์ถ่วงของก้อนหินควรวางตรงไหนและจมลงในดินเท่าไหร่ เพื่อให้เกิดความสมดุลย์ในแต่ละก้อนที่วาง การออกแบบตำแหน่งของก้อนหิน ถ้ามีหิน 2 ก้อน ควรจัดวาง

นอกจากวางหิน 2 ก้อนแล้ว ก็จะจัดเป็น 3 ก้อน, 5 ก้อน, หรือ 7 ก้อน ถ้ากลุ่มใหญ่ก็จะแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย สอง หรือ สามกลุ่ม เช่นถ้ามีหิน 7 ก้อน ก็จะแบ่งออกเป็น 3, 2, 2 ก้อน โดยมี 1 กลุ่ม จัดเป็นรูปสามเหลี่ยมสูงที่สุด และมีอีก 2 กลุ่มเล็ก วางให้สมดุลย์กับกลุ่มแรก

หลีกเลี่ยงการจัดวางก้อนหินที่มีขนาดรูปร่าง และกลุ่มก้อนเท่ากัน วางอยู่ใกล้กัน เพราะจะดูไม่เป็นธรรมชาติ และไม่มีจุดเด่นในกลุ่มหินนั้น ๆ

การเคลี่อนย้ายก้อนหินควรมีเครื่องทุ่นแรงช่วยเช่นรถเข็น ท่อนไม้สำหรับงัดหิน เชือกสำหรับดึงหรือผูกก้อนหินเพื่อหามเป็นต้น ถ้ามีการปรับที่แล้วไม่ต้องการให้ดินยุบไปตามน.น.ของล้อรถเข็น ก็ใช้ไม้กระดานวางพาดบนดินรองล้อรถเข็นไว้ ก็จะช่วยให้ดินไม่เป็นรอย ถ้าในกรณที่หินก้อนใหญ่ มากก็คงต้องใช้ปั้นจั่นช่วยยก ก่อนที่จะยกไปวางควรจะกะให้ดีถึงมุมใดที่ก้อนหินจะตั้งและขุดดินไว้ลึกพอสมควรที่ต้องการฝังหินลง จะได้ง่ายในการขยับและเคลื่อนย้ายหิน เพราะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตำแหน่งบ่อย ๆ

6. การปลูกไม้ยืนต้น ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน (Planting)

เมื่อได้เตรียมหลุม และเตรียมดินในหลุมเรียบร้อยแล้วก็เตรียมปลูกต้นไม้ โดยลำเลียงต้นไม้มาจากแหล่งซื้อต่าง ๆ ควรปลูกไม้ใหญ่ก่อน โดยนำต้นไม้ไปใกล้ ๆ ปากหลุม ถอดกระถางออกหรือทุบกระถางให้แตกเพื่อกันการกระเทือนของราก โกยดินออกจากหลุมให้ลึกเท่ากับความสูงของกระถาง วางต้นไม้ลงในหลุม กลบดินให้แน่น ให้โคนต้นไม้เสมอปากหลุม รอบ ๆ โคนต้นไม้ควรทำเป็นแอ่งรับน้ำไว้ เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำมากที่สุด เมื่อปลูกแล้วควรคํ้าด้วยไม้ไผ่, ไม้สน ใช้ไม้ประมาณ 3 อัน โดยจับลำต้นให้ตรงแทงไม้ไผ่ลงในดินค้ำเป็นสามเหลี่ยม มัดด้วยเชือกให้แน่นทั้งนี้เพื่อกันการโยกของต้นเมื่อลมพัดเพราะการโยกของต้น จะทำให้รากกระเทือน หรือขาดได้

การปลูกไม้พุ่มในแปลงใหญ่ที่เตรียมไว้ ควรเว้นระยะให้พอเหมาะเพื่อการเจริญเติบโตของไม้พุ่มชนิดนั้นๆ ด้วย ถ้าต้นไม้อยู่ในตำแหน่งที่ลมแรงก็ควรจะค้ำทุกต้น และควรรอจนไม้เหล่านี้ตั้งตัวได้ จนแตกใบใหม่ออกมาจึงเริ่มตัดแต่งทรงพุ่มให้เป็นตามที่ต้องการ

การปลูกไม้คลุมดินง่ายต่อการถอดกระถางออกเพราะเป็นกระถางเล็ก และ ไม้คลุมดินส่วนใหญ่ค่อนข้างทนทาน เมื่อถอดกระถางออกอย่าลืมเอาเศษกระถางที่รองใต้กระถางออกด้วย ถ้าภายในกระถาง มีหลายต้น ก็แยกออกปลูกได้จะได้ประหยัดต้นไม้อีก เพราะไม้คลุมดินเติบโตได้เร็ว และต้องตัดแต่งอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้หนาแน่นเกินไป

การปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆ นั้นสมควรให้เป็นไปตามแบบที่กำหนด แต่เมื่อได้ทำการปลูก และจัดวางตามแปลนแล้ว ความรู้สึกของผู้ออกแบบที่มองดูสวนในขณะนั้นไม่สมบูรณ์หรือมีความรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป ก็สมควรเพิ่มเติมบางจุดโดยใช้ต้นไม้, หิน ฯลฯ เพื่อให้บริเวณนั้น ๆ ดูเหมาะสมและกลมกลืนมากขึ้น การปรับปรุงและเพิ่มเติมนี้จำเป็นแทบทุกครั้งเพราะเคยกล่าวแล้วว่าแบบจะให้ผลสมบูรณ์ได้เพียง 80-85% เท่านั้น จะไม่ครบถึง 100% เต็มตามที่กะไว้ นอกจากในกรณีจำเป็นจริง ๆ เช่นงบประมาณที่กำหนดไว้มีจำนวนจำกัดมาก หรือเจ้าของบ้านพอใจให้เป็นตามแบบซึ่งในกรณนี้ผู้ออกแบบอาจจะชี้แจงให้เข้าใจ หรือจะจบงานไว้เพียงแค่นี้ก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ จะไม่เป็นผลดีแก่ผู้ออกแบบ เพราะในความรู้สึกของผู้ออกแบบจะทราบถึงข้อบกพร่องที่ต้องเพิ่มเติม แก้ไข แต่เมื่อทำไม่ได้ก็จะทำให้ผู้ออกแบบไม่ภาคภูมิใจผลงานเท่าที่ควร เพราะถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์

7. การปูหญ้า (Lawn installation)

ก่อนที่จะเริ่มปลูกหญ้าควรจะปรับที่ให้เรียบอีกครั้งเพราะการปรับครั้งแรกก็ผ่านไปนานพอสมควรแล้ว หน้าดินอาจจะถูกชะด้วยฝนเป็นร่อง หรืออาจเป็นหลุมเป็นบ่อเนื่องจากการเหยียบย่ำ เมื่อปลูกต้นไม้ก็ได้ ควรปรับให้เรียบอีกครั้ง โดยใช้ดินถมตามหลุมต่าง ๆ อัดให้แน่นสังเกตดูการระบายนํ้าให้ดีเมื่อฝนตก หรือเมื่อรดนํ้า เพื่อจะได้ปรับระดับให้ถูกต้องก่อนปูหญ้า

เมื่อปรับระดับเรียบร้อยแล้วก็ควรสั่งทรายและหญ้า, ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเทศบาล, ปูนขาวโดยกะจำนวนของให้ถูกต้อง

หญ้าควรเลือกชนิดให้ถูกต้องต่อสภาพของแสง เช่นในร่มหรือกึ่งร่มใช้หญ้ามาเลเซีย, แดดจัดให้ใช้หญ้านวลน้อย, ญี่ปุน, เบอร์มิวด้า ฯลฯ และควรคำนวณจำนวนที่ใช้ด้วยว่าอย่างละกี่ตารางเมตร เผื่อขาดเหลืออีก 10-20 เมตร (แล้วแต่ความกว้างของเนื้อที่) ควรที่สั่งหญ้ามาส่งภายในวันที่จะปูหญ้า ถ้าปูหญ้าหลายวันก็ควรจะทะยอยส่งทุกวัน เพราะจะได้ไม่ทำให้หญ้าเหลือง เนื่องจากปูไม่หมดในวันเดียว

  • ทรายอาจใช้หนา 1-2 ซม. คำนวณคร่าว ๆใช้ทราย 1 ม3 ต่อพื้นที่ 60 ตร.ม. กะสั่งทรายมาส่งก่อนหญ้า 1 วัน
  • ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ย กทม. 1 กระสอบต่อพื้นที่ 60 ตร.ม.
  • ปูนขาว เพื่อลดความเป็นกรดของดิน 1 ถุงต่อพื้นที่ 80 ตร.ม. ใช้ปูนขาวฝุ่น (CaCO3) ไม่ควรใช้ปูนขาวก่อสร้าง (CaO)
  • มีดสำหรับตัดหญ้า, ไม้สำหรับทุบขอบหญ้า หรือลูกกลิ้งบดหญ้า

เมื่อมีวัสดุพร้อมทุกอย่างแล้วควรเริ่มโดยการนำทรายไปเกลี่ยบนพื้นที่จะปลูกหญ้าใช้ไม้ปาดให้เรียบเพื้อปรับระดับที่เป็นหลุมบ่อเล็กน้อยให้สม่ำเสมอ โรยปูนขาวและปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเทศบาลให้ทั่ว เริ่มปูหญ้าโดยแกะแผ่นหญ้าที่วางพับกันไว้ออกอาจปูตามแนวใดแนวหนึ่งของสนามก็ได้วางหญ้าให้ ขอบชิดกันพอดี หรือห่างกัน 1 ซม. เพื่อจะได้ใช้ลูกกลิ้งอัดทั้ง 4 ด้านอีกครั้ง แต่ถ้าไม่มีลูกกลิ้งก็ปูหญ้าโดยจับขอบให้ชนกันสูงจากนั้น 1 นิ้ว แล้วใช้มือทุบลงให้ชนกันสนิทที่พื้น หรือใช้ไม้ทุบอีกครั้งหนึ่งให้ทั่ว แล้วปูต่อกันไปเรื่อย ๆบริเวณโคนต้นไม้ควรปูให้ทับโคนแล้วตัดออกเป็นรูปวงกลม หลีกเลี่ยงการปูที่ต้องแซมหญ้าผืนเล็ก ๆ นิดเดียวเพราะโดยโอกาสตายจะมีมากกว่าผืนใหญ่ เมื่อปูได้ส่วนหนึ่งแล้วควรจะรดนํ้าตามให้ชุ่ม นอกจากดินจะชื้นมากอยู่แล้ว แต่ถ้าแดดจัดต้องรดน้ำทันทีที่ปูเสร็จ และบ่อยวันละ 2-4 ครั้ง จนถึง 2 อาทิตย์ จึงรดวันละครั้งให้ชุ่ม

8. การปูทางเท้า (Laying pavements)

ควรปูทางเท้าหลังจากที่ได้ปูหญ้าเรียบร้อยแล้ว เมื่อดูจากแปลนถึงทิศทางแล้ว ก็กำหนดแนวทางเท้าบนสนามหญ้าให้ถูกต้องอาจจะใช้ปูนขาวโรยเปีนแนวทางตามแบบ

เลือกวัสดุที่ทำเป็นทางเท้าซึ่งมีหลายแบบและหลายขนาดโดยทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 ซม., 30 ซม. รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม, วงกลมหรือหกเหลี่ยม ส่วนความหนานั้นแล้วแต่ชนิดของวัสดุ

หินล้าง : สะดวกในการใช้ ปลอดภัย สวยพอประมาณ ราคาปานกลาง

หนกาบ  : ระวังเรื่องความคมของหินกาบ สวยมาก ราคาสูง

ซีเมนต์อัด :  เป็นรูปต่าง ๆ ของบริษัทปูนซีเมนต์

ซีเมนต์ :  แบบเรียบสี่เหลี่ยม ไม่มีสี ราคาถูก

ศิลาแลง  :  หนา 10 ซม. สวยเหมือนธรรมชาติ แต่เปราะง่าย

นอกจากตัวอย่างทางเท้าสำเร็จรูปที่กล่าวมาแล้ว ก็อาจมีทางเท้าที่ทำขึ้นโดยลาดซีเมนต์เป็นแนวตลอด เช่น ลาดซีเมนต์เอากรวดโรย, หินหรืออิฐเป็นก้อน ๆ เป็นต้น ถ้าทำทางเท้าแบบนี้ ควรทำก่อนที่จะปูหญ้า

เมื่อเลือกวัสดุที่จะทำเป็นทางเท้าได้แล้วก็จะทำการปูได้เลย โดยปูห่างจากจุดศูนย์กลางของแผ่นเท่ากับ 60 ซม.(ถ้าทางเท้ามีเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 ซม. ปูห่าง 20 ซม.) เพราะถ้าใกล้กันเกินไปจังหวะที่เดินจะพลาดไปคือเดินลงไปบนหญ้าสลับกับทางเท้า ถ้าจะให้แน่ใจควรลองวางดูก่อนแล้วเดินดูก็จะดี (ควรให้หลายคนทดลองเดินดู เพราะบางคนขายาว, ขาสั้น) เมื่อวางแผ่นทางทางเท้าลงบนเส้นที่กำหนดคือให้แนวปูนขาวเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่นทางเท้าวางห่างเท่ากันตลอด ใช้มีดเล็กบางและคมเฉือนหญ้าเป็นรูปตามแผ่นทางเท้า ยกแผ่นทางเท้าขึ้นดึงเอาหญ้าที่ตัดไว้ออกปรับระดับบนพื้นดินให้เรียบแล้วใส่ทรายเกลี่ยให้ทั่วลองวางแผ่นทางเท้าดูกะว่าให้สูงกว่าหญ้าประมาณครึ่งของความหนาของแผ่นลองยืนหรือเดินดู ถ้าแผ่นทางเท้ายังกระดกหรือเอียงไปทางใดทางหนึ่งก็ยกแผ่นทางเท้าออก และปรับให้เรียบอีกครั้งหนึ่ง

อย่าปูให้ทางเท้าเสมอกับหญ้าเพราะต่อไปหญ้าจะสูงขึ้นเล็กน้อยและทางเท้าจะจมลง เพราะมีคนเดินผ่านเสมอ จะทำให้ทางเท้าดูตํ่ากว่าหญ้าและน้ำจะท่วมทางเท้า หญ้าก็อาจจะเลื้อยคลุมทางเท้าได้

9. การตัดหญ้า ให้ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง (Mowing, Fertilizing and Pest

Control)

เมื่อปูหญ้าได้ประมาณ 2 อาทิตย์แล้วก็ควรจะตัดหญ้าเพราะหญ้าที่ปูไว้จะขึ้นไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากหญ้าที่ปูสูงต่ำไม่เท่ากันหมด การตัดหญ้าจะช่วยให้หญ้าเรียบสม่ำเสมอกัน ไม่ควรปล่อยให้หญ้าสูงเกินไปหรือมีดอกเพราะจะทำให้หญ้าเหลืองเมื่อตัดหญ้าแล้ว ควรตัดเมื่อหญ้าแห้งไม่เปียกน้ำ แต่โดยทั่วไปแล้วตัดประมาณ 12-14 วันต่อ 1 ครั้ง โดยตัดออกประมาณ ½ ส่วน ของความสูงของหญ้า เมื่อตัดออกแล้วควรเก็บกวาดเศษหญ้า เพราะถ้าทิ้งไว้จะเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง

ส่วนเครื่องมือที่ใช้ตัดหญ้ามี

1. กรรไกร ตัดแต่งสนามแคบ ๆ และบริเวณที่ลาดชันที่ใช้เครื่องตัดหญ้าไม่ได้

2. เครื่องตัดหญ้าแบบใบพัดหมุน (Rotary) ซึ่งตัดหญ้าได้สูง 1-5 นิ้ว ราคาและคุณภาพ ปานกลาง

3. เครื่องตัดหญ้าแบบใบพัด และลูกกลิ้ง (Reel) ตัดหญ้าได้ต่ำกว่า 1 นิ้ว เหมาะกับหญ้าที่มีใบละเอียด และสนามที่มีการดูแลรักษาดี คือต้องตัดหญ้าบ่อยครั้ง และสามารถตัดได้ต่ำถึง 0.2 นิ้ว

เมื่อตัดหญ้าเรียบร้อยแล้วก็ควรให้ปุ๋ยหญ้า ควรใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-13 สลับกับปุ๋ยยูเรีย เพราะปุ๋ยยูเรียจะเร่งการเจริญเติบโตของใบอย่างเดียว

(การใช้ปุ๋ยยูเรียควรละลายน้ำแล้วรด จะดีกว่าหว่านลงบนหญ้าแล้วรดน้ำเพราะถ้าปุ๋ยละลายไม่หมดหญ้าจะไหม้ตายเป็นหย่อม ๆ)

นอกจากให้ปุ๋ยหญ้าแล้วก็ควรให้ปุ๋ยต้นไม้ทุกต้นที่ได้ปลูกไปแล้ว พร้อมทั้งฉีดยาฆ่าแมลง และยากันรากันไว้คือ 2 อาทิตย์ต่อครั้ง และควรใช้ยาสำหรับป้องกันแมลงทั่วไป เช่น เซพวิน

10. การเก็บงานและส่งมอบงาน (Completed work)

หลังจากที่ได้ปลูกต้นไม้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้วในช่วงระยะ 1 เดือนก่อนที่จะส่งมอบงานต่อเจ้าของบ้านควรจะได้มีการดูแลการเจริญเติบโตของต้นไม้, โรคแมลง และต้องตัดหญ้าสม่ำเสมอ ถ้ามีต้นไม้ใดเกิดตายหรือชำรุดเสียหายก็ควรเปลี่ยนแปลงใหม่ให้เรียบร้อย ในช่วงนี้ควรเติมดินผสมที่พร่องหรือยุบไปตามแปลงต่าง ๆ เพราะการรดนํ้า และตัดแต่งทรงพุ่มของไม้ต่าง ๆ ที่แตกใบออกมาใหม่ให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการรวมทำการเพิ่มเติมไม้ตามจุดต่าง ๆ ที่เห็นว่าสมควรเพิ่มเติมอีกครั้ง 4 ในระหว่างที่ดูแลสวนในช่วง 1 เดือนนี้ควรหาโอกาสสนทนากับเจ้าของบ้านตามสมควรเพื่อชี้แจงหรืออธิบายให้เข้าใจถึงธรรมชาติของต้นไม้แต่ละชนิดที่ปลูกว่ามีคุณลักษณะหรือความต้องการเรื่องปุ๋ยน้ำต่างกันอย่างไรบ้าง และอธิบายถึงวิธีการดูแลรักษาสวนโดยทั่ว ๆ ไปที่ควรทำ เพราะสวนทุกแห่งแม้จะทำให้สวยเพียงใดก็ตามถ้าขาดการดูแลรักษาในช่วงต่อมา ก็จะทำให้รูปทรงต้นไม้และสิ่งต่าง ๆ ผิดแปลกไปจากจินตนาการดั้งเดิมของผู้ออกแบบอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นผู้ออกแบบควรอธิบายให้เจ้าของบ้านทราบถึงความต้องการของนักออกแบบที่ต้องการจะให้ต้นไม้เหล่านั้นเป็นไปในลักษณะใดและตัดแต่งแบบไหนบ้าง

จากการที่ได้พบเห็นหรือจัดสวนมาจึงอยากจะให้ข้อแนะนำหรือข้อเตือนใจ สำหรับเจ้าของบ้านและนักออกแบบไว้บ้าง เพื่อที่เจ้าของบ้านจะได้เข้าใจถึงนักออกแบบ และนักออกแบบก็เข้าใจถึงจุดประสงค์ของเจ้าของบ้าน เพราะการจัดสวนโดยทั่วไปนั้นเจ้าของบ้านหลายคนเป็นคนใจร้อนเมื่อจะจัดสวนก็คิดว่าจัดเสร็จแล้วสวนก็จะต้องสวยงามที่ตั้งใจเอาไว้โดยลืมคิดไปว่าพรรณไม้ที่อยู่ในสวนนั้น เป็นสิ่งที่มีชีวิตต้องการการดูแลรักษาและต้องการเวลาสำหรับการเจริญเติบโตพอสมควรเพื่อให้ได้ถึง รูปทรง, ดอก ที่สวยงามตามความหวังของเจ้าของบ้าน ดังนั้นการหาพรรณไม้ให้ได้ขนาดโตหรือสวย เต็มที่แล้วก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และใช้ทุนสูง ข้อเสียก็มีมากเพราะความแข็งแรงของต้นไม้ก็มีน้อยกว่าต้นที่ปลูกตั้งแต่ต้นเล็ก ๆ บางครั้งเมื่อหาไม่ได้นักออกแบบก็อาจจะหลีกเลี่ยงโดยการใช้พันธุ์ไม้ชนิดนั้นหลาย ๆ ต้นในเนื้อที่ที่คาดไว้แต่เดิมว่าควรเป็นต้นเดียว ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าของบ้านเกิดความสบายใจ เมื่อดูแล้วสวยก็สวยดีเพราะมีต้นไม้เต็มไม่โหว่หรือแหว่งตรงไหน ดังนั้นแทบทุกจุดที่นักจัดสวนจัดก็จะออกมาในรูปนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงปี 2 ปีเท่านั้น สวนที่เคยเห็นสวย ๆ ก็เกือบ จะกลายเป็นป่าไป เพราะต้นไม้แต่ดะต้นก็เติบโตขึ้นแย่งเนื้อที่กันรูปทรงก็ชลูดไม่สวยดูแล้วรำคาญตามากกว่า ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดถ้าหากว่าเจ้าของบ้านเข้าใจถึงธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนั้น ๆ ว่าต้นเดียวสามารถโตได้ไนเนื้อที่เท่าไร ถึงแม้ว่าเวลาปลูกจริงจะแลดูห่างกันมองเห็นดินโหว่อยู่ก็ตามที เวลาที่ผ่านไปต้นไม้หรือสวนก็ยิ่งจะสวยขึ้น อาจจะใช้เวลาถึง 5-10 ปี หรือ 20 ปีให้ได้รูปทรงหรือสวยงามสมบูรณ์ตามที่นักออกแบบได้คิดไว้ก็ได้

แต่ถ้าหากว่าปัญหาหรือเรื่องสวนรกเหมือนป่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็สามารถแก้ไขได้ถ้าท่านรู้จักการแยกหน่อ, ตอน, ตัดแต่ง ย้ายต้นถ้าแน่นเกินไป เพราะจะช่วยให้สวนคงสภาพเดิมได้ด้วยวิธีเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดแต่งเพื่อให้ได้รูปทรงที่พอเหมาะ และจะขาดไม่ได้แม้ว่าจะปลูกต้นไม้ห่าง หรือถี่ก็ตาม



,

Comments are closed.

This entry was posted on July 9, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.