การให้น้ำกล้วยไม้

น้ำเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการที่จะช่วยให้กล้วยไม้งามหรือไม่ คน 2 คน เลี้ยงกล้วยไม้ได้งามไม่เท่ากัน บางทีอาจเนื่องมาจากเรื่องน้ำก็ได้ ทั้งนี้หมายถึง วิธีรดน้ำ ต่างกันอย่างหนึ่ง คุณภาพของน้ำ ที่ใช้ต่างกันอีกอย่างหนึ่ง

การให้น้ำกล้วยไม้อาจทำได้หลายวิธีดังนี้

1.  จุ่มน้ำ โดยตักน้ำใส่กระป๋องแล้วเอากล้วยไม้จุ่มน้ำทีละต้น ๆ หรือใช้กระป๋องที่โตกว่ากระถางกล้วยไม้เล็กน้อย  ใส่น้ำให้เกือบเต็มแล้วยกขึ้นแช่กระถางทีละต้น ๆ เช่นกัน การจุ่มน้ำนี้ มีข้อดีที่น้ำจะซึมซาบไปทั่วทุกส่วนของเครื่องปลูก เหมาะกับกล้วยไม้ที่ไม่มีรากเกะกะ เช่น หวาย คัทลียา และเครื่องปลูกแน่น เช่นกาบมะพร้าวอัด ออสมันดาอัด หรือของหนัก เช่น อิฐ กรวด ถ้าเครื่องปลูกเบาเช่นถ่าน ถ่านจะลอย  การรดน้ำวิธีนี้ยังเป็นการล้างเครื่องปลูกให้สะอาดอยู่เสมออีกด้วย สำหรับข้อเสียก็มีเช่นกัน เช่นการจุ่มน้ำบ่อย ๆ แม้จะระมัดระวังอย่างดีแล้วก็อาจเผลอให้รากอ่อนหน่ออ่อนไปกระทบกระแทกกับกระป๋องน้ำได้ และถ้ากล้วยไม้มีโรคแมลงอาศัยอยู่ น้ำในกระป๋องนั้นก็จะเป็นสื่อให้โรคแมลงระบาดได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามีกล้วยไม้เป็นร้อยเป็นพันต้นก็คงให้น้ำแบบนี้ไม่ไหวเพราะทำได้ช้ามาก  การให้น้ำแบบนี้จึงเหมาะกับผู้มีกล้วยไม้จำนวนเล็กน้อย และปลูกเลี้ยงในที่ไม่ต้องการให้พื้นเฉอะแฉะ เช่นระเบียงบ้าน ริมหน้าต่างเป็นต้น

2.  ไขน้ำท่วม โดยทำโต๊ะปลูกกล้วยไม้ที่ขังน้ำได้  เวลาให้น้ำก็ไขน้ำให้ขังเต็มโต๊ะ ทิ้งไว้จนเห็นว่าเครื่องดูดซับน้ำเพียงพอแล้วจึงไขน้ำออก วิธีนี้ดีที่ทำได้รวดเร็วกับกล้วยไม้จำนวนมาก ๆ และกล้วยไม้ไม่บอบช้ำ แต่เรื่องการระบาดของโรคแมลงป้องกันได้ยากยิ่ง การลงทุนทำโต๊ะก็ค่อนข้างสูง

3.  ใช้บัวรดน้ำ บัวรดน้ำกล้วยไม้มีขนาดเล็กกว่าบัวรดผักทั้งนี้เพื่อให้เบาแรง  การรดผักถือบัวห้อยแขนเหยียดตรง หนักหน่อยก็หิ้วไหว ส่วนรดกล้วยไม้ที่อยู่ในระดับสูงต้องยกบัวงอแขน หากหนักนักข้อล้าเร็ว จึงต้องใช้บัวขนาดเล็ก นอกจากขนาดแล้วก้านบัวก็ยาวดูไม่สมส่วนกับขนาด ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถสอดก้านบัวเข้าไประหว่างลวดแขวนกล้วยไม้ เพื่อรดแถวใน ๆ ได้ทั่วถึง ฝักบัวก็เล็กและมีรูเล็กเป็นฝอย เพื่อไม่ให้สายน้ำจากฝักบัวใหญ่เกินไปจนอาจกระแทกกล้วยไม้ให้บอบช้ำได้  ฝักบัวที่ใช้ยังมองดูเบี้ยว ๆ ชอบกล ไม่ยื่นออกไปเป็นรูปกรวยตรง ๆ แบบบัวรดผัก เวลาใช้ให้บิดฝักบัวหงายขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้น้ำที่ไหลออกมา โค้งตกลงบนกล้วยไม้มิใช่พุ่งลงหากล้วยไม้ โดยตรงเลยทีเดียว ที่ทำดังนี้ก็เพื่อกันน้ำกระแทกลงบนกล้วยไม้แรง ๆ นั่นเอง

การรดน้ำกล้วยไม้ด้วยบัวนี้ ดีที่ลงทุนต่ำซื้อบัวมาใบเดียวก็ใช้ได้แล้ว และการเดินไปตักน้ำมาใส่บัวรดกล้วยไม้หลาย ๆ เที่ยวนั้น  เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ส่วนข้อเสียนั้นย่อมมีเช่นกัน  คือถ้ามีกล้วยไม้จำนวนมาก ๆ กว่าจะรดเสร็จต้องเสียเวลามากหรือถ้าขาดความระมัดระวัง ฝักบัว ก้านบัว อาจจะกระทบต้น กระทบดอกกล้วยไม้ หรือกระทบลวดแขวน ทำให้กระถางแกว่งชนกันกล้วยไม้บอบช้ำได้

4.  สายยางติดหัวฉีด โดยอาจต่อสายยางจากก๊อกน้ำประปาในบ้านได้เลย ถ้าน้ำมีคุณภาพดีและแรงพอ แต่ถ้าไม่เป็นดังว่านี้ก็ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ และถ้าจะให้สะดวกสบายก็ควรใช้เครื่องสูบน้ำไฟฟ้า ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องการติดเครื่องยนต์ การเติมน้ำมันสำหรับสายยางและหัวฉีด ควรเลือกที่มีคุณภาพพอสมควร จะได้ใช้ได้ทนทานไม่ต้องเสียสตางค์ซื้อเปลี่ยนบ่อย ๆ สายยางนั้นใช้ขนาดโตเพียงครึ่งนิ้ว 4 ถึง 6 หุน ก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดใหญ่จะแพงโดยใช่เหตุ และหนักแรงเวลาลากสายยางรดน้ำนาน ๆ อีกด้วย ส่วนหัวฉีดนั้น ถ้าเจ้าของรดน้ำเองจะใช้แบบใดก็ได้ แต่ถ้าให้คนอื่นรดน้ำ ควรใช้หัวฉีดชนิดปรับฝอยหยาบละเอียดไม่ได้ เพราะบางคนอาจนึกสนุกปรับหัวฉีดให้ฝอยน้ำหยาบมากหรือปรับให้น้ำพุ่งเป็นหัวฉีดดับเพลิง เครื่องปลูกอาจกระจาย หรือต้นกล้วยไม้อาจกระเด็นออกนอกกระถางได้

การรดน้ำด้วยหัวฉีดนี้สะดวกรวดเร็ว และทุ่นแรงดีมาก ผู้ที่เลี้ยงกล้วยไม้มาก ๆ นิยมวีนี้ทั้งสิ้น แต่ก็มีปัญหาสำหรับการลงทุนครั้งแรกทั้งเรื่องสูบน้ำ สายยางและหัวฉีดคุณภาพดีล้วนมีราคาสูง

5.  ฝนเทียม (sprinkle) ต้องขอวงเล็บภาษาอังกฤษเอาไว้ด้วย  เพราะฝนเทียมที่จะกล่าวถึงนี้  ต่างจากฝนเทียมที่บังคับเมฆบนท้องฟ้าให้เป็นฝนตกลงมา ฝนเทียมในที่นี้ คือ การใช้หัวฉีดติดตั้งอยู่กับที่แล้วพ่นน้ำเป็นฝอยให้กระจายไปทั่วบริเวณที่ต้องการ ถ้าที่กว้างก็ใช้หลาย ๆ หัว วางไว้เป็นระยะ ๆ การให้น้ำวิธีนี้ สะดวกสบายและรวดเร็วที่สุด ปลูกกล้วยไม้สัก 5 ไร่ ใช้คนรดน้ำเพียงคนเดียวก็พอ เพราะเพียงให้ทำหน้าที่เปิดปิดน้ำกับตรวจตราการทำงานของหัวฉีดแต่ละหัวให้ทำงานโดยเรียบร้อยเป็นใช้ได้  ส่วนข้อเสียก็มีเหมือนกันคือต้องลงทุนสูง  และใช้ได้กับกล้วยไม้ที่มีความต้องการน้ำเหมือน ๆ กัน เนื่องจากจะเลือกให้บางต้นได้น้ำมากบางต้นได้น้ำน้อยไม่ได้ จึงไม่เหมาะกับการเลี้ยงกล้วยไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่น่าจะสะดวกมากกับการปลูกกล้วยไม้ประเภทลงแปลงกลางแจ้งในพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่

ขอเสนอแนะไว้ตรงนี้ก่อนว่า ผู้เริ่มเล่นกล้วยไม้ใหม่ ๆ ยังมีกล้วยไม้อยู่เพียงเล็กน้อย ใช้บัวรดน้ำน่าจะสะดวกที่สุด เมื่อมีกล้วยไม้เพิ่มมากขึ้น ๆ การใช้หัวฉีดคงหลีกเลี่ยงไม่ได้  ส่วนบ้านที่น้ำประปามีคุณภาพดีและแรงพอก็ไม่ต้องพูดถึงการใช้บัวแต่นักเลี้ยงกล้วยไม้ที่โชคดีเช่นนี้มีน้อยมาก ส่วนนักเลี้ยงกล้วยไม้ทั่วๆ ไป ที่จะซื้อเครื่องสูบน้ำมาใช้นั้น ควรจะได้พิจารณาไตร่ตรองให้ดีที่สุด เพราะเครื่องสูบน้ำมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกันมากมาย  เท่าที่ศึกษาดูเครื่องสูบน้ำใช้มอเตอร์ขนาด ¼ แรงม้า มีทางน้ำออก 1 นิ้ว หรือเพียง ¾ นิ้ว (6 หุน) ก็เพียงพอ เครื่องสูบน้ำแบบสูบชักดีกว่าแบบหอยโข่ง เพราะสูบน้ำได้แรงกว่าและทนทานกว่า การติดตั้งถังพัก พร้อมสวิทปิดเปิดอัตโนมัติ เพื่อควบคุมความดัน ก็ไม่จำเป็น เราควบคุมความดันโดย ติดสามตาทางท่อน้ำออกจากเครื่อง สามตานี้ทางหนึ่งต่อสายยางไปหัวฉีด อีกทางหนึ่งต่อสายยางให้น้ำวกกลับลงภาชนะเก็บน้ำตามเดิม ทางหลังนี้ติดประตูน้ำไว้ด้วย ถ้าต้องการให้น้ำออก ทางหัวฉีดแรง ก็ปรับประตูน้ำให้น้ำไหลกลับน้อย ถ้าต้องการออกหัวฉีดค่อยก็เปิดประตูน้ำให้กว้างขึ้น

แผนภูมิแสดงต่อท่อเครื่องสูบน้ำ

ซ้ายหัวฉีด 3 ตา 2 หัว ต่อกัน กลางหัวฉีด 3 ตา 3 หัวต่อกัน ขวาหัวฉีด 9 ตา แสดงด้านข้าง(บน) และด้านหน้า(ล่าง)

การให้น้ำกล้วยไม้นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และถือว่าเป็นทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะประกอบกัน  ฝีมือในการรดน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนหาประสบการณ์ให้มากเป็นพิเศษ อย่าได้มองข้ามไปเสีย ถ้ารักจะเล่นกล้วยไม้แล้วปล่อยให้เด็กรดน้ำตลอดไป ถ้าได้เด็กที่รักกล้วยไม้และช่างสังเกตก็ดี แต่ถ้าได้คนที่ไม่รักไม่สนใจแล้วจะให้กล้วยไม้งอกงามดังใจนั้นเป็นเรื่องยาก

ผู้เริ่มเล่นกล้วยไม้ใหม่ ๆ มักจะมีคำถามเรื่องการรดน้ำอยู่เสมอ เช่น จะรดวันละกี่ครั้ง รดเวลาใด และรดน้ำมากน้อยเท่าใด คำตอบในปัญหาเหล่านี้หาที่ยุติได้ยาก  ยิ่งถ้าไปดูตามรังหรือสวนกล้วยไม้ใหญ่ ก็จะยิ่งพบการปฏิบัติแตกต่างกันมาก บางแห่งรดน้ำครั้งเดียว บางแห่งรด 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ฉะนั้นเพื่อให้ความยุ่งยากสับสนลดลง จึงขอกำหนดวิธีปฏิบัติที่สะดวกที่สุดสำหรับผู้เริ่มเล่นกล้วยไม้เอาไว้ และขอถือว่าส่วนใหญ่มีงานอาชีพอยู่แล้ว ไม่มีเวลาให้กล้วยไม้ทั้งวัน วิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้หากนำไปปฏิบัติแล้วไม่เหมาะสม  ย่อมปรับปรุงแก้ไขได้  ซึ่งได้กล่าวมาแล้วว่าการรดน้ำกล้วยไม้นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีศิลปะประกอบด้วย

จากคำถามข้างบนนั้นขอตอบว่า รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ตอนเช้าและรดให้โชก เหตุผลก็มีอยู่ว่า กล้วยไม้ที่เรานิยมปลูกเลี้ยงกันอยู่นี้ เป็นประเภทรากอากาศและรากกึ่งอากาศทั้งสิ้น รากพวกนี้ต้องการอากาศมากกว่าต้นไม้ทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นรากดิน ถ้าได้รับอากาศไม่เพียงพอ การเจริญเติบโตอาจเชื่องช้า คุณภาพของดอกอาจเสียไป ฉะนั้นจำเป็นจะต้องให้มีเวลาแห้งได้หายใจเต็มที่บ้าง  ถ้ารดน้ำหลายครั้งรากเปียกเครื่องปลูกแฉะอยู่ตลอดเวลาแล้ว  นอกจากจะทำให้กล้วยไม้หายใจไม่สะดวก ยังเป็นการส่งเสริมการระบาดของโรคกล้วยไม้นานาชนิดอีกด้วย และถ้ามองในแง่เจ้าของที่ต้องหากินตัวเป็นเกลียวเช้าตรู่ออกจากบ้าน เย็นค่ำกลับถึงบ้าน จะเอาเวลาที่ไหนมาพะเน้าพนอกล้วยไม้ได้มากนัก ส่วนที่บอกว่าให้รดน้ำตอนเช้านั้นก็เพราะว่าเป็นเวลาที่สะดวกที่สุด ตื่นเช้าก่อนทำอะไรอื่นทั้งหมดควรเข้าไปอยู่ในเรือนกล้วยไม้ อากาศบริสุทธิ์ยามเช้าตรู่ ท่ามกลางกล้วยไม้สวยๆ งามๆ รอบกายนั้นเป็นกำไรของชีวิตที่ประมาณค่าได้ยาก เริ่มรดน้ำกล้วยไม้เสียตอนนี้ซึ่งเป็นการบริหารกายไปในตัว โปรดอย่าติงว่าต้องออกจากบ้านเช้ามากเพราะที่ทำงานไกลบ้าน รถติด ฯลฯ เราจัดเวลาได้ไม่ต้องกลัว สมมุติว่าเคยตื่นนอนเวลา 60.. น. แล้วก็เร่งทำกิจวัตรทุกอย่าง เพื่อไปทำงานให้ทัน ถ้าเล่นกล้วยไม้ก็ตื่นให้เร็วขึ้นอีกครึ่งชั่วโมง ปัญหาเรื่องเวลาก็หมด บางคนตอนเช้าตักข้าวใส่จานขึ้นรถไปทำงาน พอรถติดก็ตักข้าวรับประทานทันทีพอรถเคลื่อนก็วางจานข้าวขับรถต่อไป  ถ้าท่านเป็นดังนี้ขอแนะนำว่า ยังไม่สมควรจะเล่นกล้วยไม้ให้ทรมานกายทรมานใจยิ่งกว่าที่ต้องทรมานอยู่แล้ว

ในแง่ของกล้วยไม้ การรดน้ำตอนเช้าน่าจะดีกว่าเวลาอื่นเพราะเมื่อได้น้ำอีกไม่นานก็ได้แดด จะเริ่มสร้างอาหารได้เต็มอัตราตั้งแต่เช้าและกว่าจะหมดแสงน้ำก็แห้ง ซึ่งดูพอเหมาะพอเจาะกับการดำรงชีวิตของกล้วยไม้มากกว่าการรดน้ำเวลาอื่น การรดน้ำเพียงหนเดียวนี้จำเป็นจะต้องรดให้โชกไม่เช่นนั้นแล้วกล้วยไม้จะแห้งเกินไป  วิธีพิจารณาว่าโชกหรือไม่โชกนั้น ให้สังเกตเครื่องปลูกเวลาบ่ายประมาณ 14.00-15.00 น. ถ้าเวลานี้เครื่องปลูกส่วนก้นกระถางแห้งผากแสดงว่าน้ำน้อยไป ต้องรดให้โชกเพิ่มขึ้นอีก ที่เหมาะสมคือ เครื่องปลูกควรจะแห้งเมื่อประมาณ 16.00-17.00 น. แต่ถ้าหลัง 17.00 น. ยกกระถางขึ้นดูก้นกระถางยังชื้นอยู่ถือว่าโชกเกินไป เวลาที่กล่าวมานี้ให้ไว้พอเป็นแนว เพราะในฤดูที่มืดช้าเช่นฤดูร้อนกับฤดูที่มืดเร็วเช่นต้นฤดูหนาว ย่อมนับเวลาตามเข็มนาฬิกาเหมือนกันไม่ได้  สรุปแล้วเครื่องปลูกต้องไม่แห้งเร็วนักและไม่แห้งช้ากว่าพระอาทิตย์ตก วิธีรดน้ำให้โชกนั้น ต้องให้ซึมซาบลงไปในเครื่องปลูกอย่างช้า ๆ คือรดน้ำกลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้ง ตัวอย่างเช่น มีกล้วยไม้อยู่ 3 โต๊ะ ก็รดทีละโต๊ะให้เปียกไปจนครบ 3 โต๊ะแล้วก็กลับมารดที่โต๊ะ 1 ใหม่อีก กลับไปกลับมาหลาย ๆ ครั้งจนชุ่มโชก ไม่ใช่ยืนรดอยู่ที่เดียวจนโชก แบบนี้ น้ำไหลทิ้งหมดเครื่องปลูกดูดซับไว้ได้เพียงเล็กน้อยไม่พอเพียง แต่ถ้าหากรดกลับไปกลับมาโชกดีแล้วแต่ปรากฎว่าเครื่องปลูกแห้งเร็วกว่าที่ควร จำเป็นจะต้องปรับปรุงเรื่องอื่น เช่น เครื่องปลูกอาจหยาบเกินไปหรือน้อยเกินไปต้องเติมให้ หรือพื้นเรือนแห้งเกินไป ลมโกรกมากเกินไป แสงมากเกินไป วางกระถางกล้วยไม้ห่างกันมากเกินไป จะต้องหันมาปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ให้เหมาะสม

การรดน้ำกล้วยไม้ในฤดูแล้ง (ฤดูหนาวและฤดูร้อน) นั้น เรามักรดให่ชุ่มโชกน้อยกว่าฤดูฝน แต่ปริมาณน้ำที่ใช้จะมากกว่าฤดูฝน เช่นฤดูฝนรดน้ำวันละค่อนตุ่ม ฤดูแล้งน้ำวันละ 1 ตุ่ม ก็จะชุ่มน้อยกว่าฤดูฝน  ทั้งนี้เพราะฤดูฝนแสงแดดอ่อนความชื้นในอากาศสูง  น้ำย่อมระเหยออกไปได้ช้ากว่าฤดูแล้ง  ที่กล่าวกันว่าเลี้ยงกล้วยไม้ให้แห้งไว้ดีกว่าแฉะนั้น หมายความเพียงว่าถ้าแห้งกล้วยไม้เพียงแต่ทรุดโทรมหรือโตช้า  ซึ่งพอแก้ไขภายหลังได้ แต่ถ้าแฉะแล้วอาจเน่าตายไปเลย ถ้าจะพูดไปแล้วก้ไม่ดีทั้งแห้งเกินไปและแฉะเกินไป ความพอดีอยู่ที่ตรงไหนนั้น ความช่างสังเกตของเจ้าของย่อมสำคัญกว่ากฎเกณฑ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ที่แนะนำวิธีต่าง ๆ มานี้เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น



Comments are closed.

This entry was posted on October 3, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.