การใช้เครื่องมือและสัญลักษณ์ในการออกแบบสวน

DRAWING INSTRUMENTS AND PLANT SYMBOL

ก่อนที่จะเป็นนักออกแบบที่ดีได้นั้นต้องการเวลามากมายสำหรับการฝึกฝน และความสามารถเฉพาะตัวทางด้านนี้ ซึ่งการออกแบบจะเป็นสิ่งเชื่อมระหว่างข้อมูลจากสถานที่และความต้องการของเจ้าของบ้าน เพื่อออกมาเป็นรูปแบบที่ผู้ดูสามารถเข้าใจได้ดี ทั้งนี้ต้องอาศัยความสามารถ และศิลปในการเขียนแบบเข้าช่วย

การเขียนแบบจัดสวนต้องมีเครื่องมือในการเขียนหลายชนิด และผู้ใช้จำเป็นต้องรู้จักเครื่องมือต่าง ๆ และวิธีใช้ด้วย เพื่อให้ได้แบบที่คมชัด และสวยงาม

เครื่องมือต่าง ๆ ที่นิยมใช้ในการเขียนแบบได้แก่ ไม้ที, ไม้ฉาก, ดินสอ, ไม้บรรทัดมาตราส่วน (scale), เทปกาว, เทมเพลท, วงกลม, เทมเพลทตัวหนังสือ, ปากกาเขียนแบบ

ไส้ดินสอ และดินสอที่ใช้เขียนแบบ (Drawing leads)

H

-แข็ง

-สำหรับการวางแปลน

-ไม่เหมาะกับการเขียนแปลนสมบูรณ์

-อย่าขีดเส้นหนักเกินไป เพราะจะลบยาก

-พิมพ์เขียวติดไม่ค่อยชัด

2H

-ขนาดกลาง แข็ง

-สำหรับฝึกหัดเขียนแบบที่สมบูรณ์

-ลบยากถ้าเขียนหนักเกินไป

F และ H

-ขนาดกลาง

-ดีที่สุดสำหรับใช้ทั่ว ๆ ไป

สำหรับเขียน Layout, แบบที่เสร็จเรียบร้อยและเขียนตัวหนังสื

HB

-นุ่ม

-สำหรับเขียนตัวหนังสือ เขียนลายเส้น

-ลบง่าย

-พิมพ์เขียวติดดี

-สกปรกง่ายเพราะไส้อ่อน

ไส้ดินสอมีหลายชนิด ตั้งแต่ 9H (แข็งมาก) ถึง 6B (อ่อนมาก) ถ้ากระดาษหยาบมาก ก็ใช้ไส้ดินสอที่แข็งมาก เพราะถ้าใช้ไส้อ่อนจะทำให้ไส้หมดง่ายและแบบเลอะเทอะ

ไม้ที (T – Square)


ไม้ทีที่ใช้กันทั่วไป ควรยาวอย่างน้อย 1.00 เมตร และควรลบมุมขอบด้านข้าง เพื่อความสะดวกในการเขียนแบบที่ใช้ปากกา เพราะจะช่วยไม่ให้หมึกซึมเลอะกระดาษเขียนแบบ

สไลด์-ที (Slide – T)

เป็นไม้ทีที่ช่วยประหยัดแรงงานในการเขียนแบบ เพราะไม่ต้องกดหัวไม้ที่เลื่อนขึ้นลง เปลี่ยนเป็นใช้ลูกรอกแทน โดยไม้ทีจะถูกตั้งให้อยู่ในระดับ ขนานกับโต๊ะอยู่แล้ว เพียงแต่จับตัวไม้ทีเลื่อนขึ้นลงก็ใช้ได้

ไม้ฉาก (Set Square)


ไม้ฉากอันเล็กเหมาะสำหรับเนื้อที่เล็ก ๆ และเขียนตัวหนังสือ ไม้ฉากปรับองศาได้ (Adjustable) เหมาะสำหรับการเขียนแบบทุกอย่าง และสามารถปรับองศาของมุมได้

ข้อควรระวังในการใช้ไม้ฉาก

-อย่าใช้สำหรับตัดกระดาษเพราะใบมีดจะทำให้ไม้ฉากไม่เรียบ

-อย่าใช้เมจิกขีดเส้น เพราะหมึกจะติดขอบไม้ฉาก

-รักษาไม้ฉากให้สะอาดอยู่เสมอ จะช่วยให้แบบสะอาด

ไม้มาตราส่วนหรือไม้เสกล (Scale)


มีอยู่ 6 ด้านซึ่งก็เท่ากับ 12 เสกล เช่น 1 : ก็ใช้เป็น 1 : 200 ได้ สำหรับไม้เสกลนั้นมีหลายแบบ เช่นไม้เสกลสำหรับสถาปนิก วิศวกร, มัณฑนากร, นักจัดสวน เป็นต้น จึงควรเลือกใช้ไม้เสกลที่พอเหมาะกับการเขียนแบบสวนทั่วไป โดยมีมาตราส่วนของเสกลดังนี้

1:25, 1:50, 1:75, 1:100, 1:125

การอ่านและใช้ไม้เสกสนั้น มีหลักง่าย ๆ โดยให้ผู้ใช้ทราบว่าการใช้เสกลก็คือการย่อส่วนจากของจริงลงในกระดาษ (ใช้หน่วย เมตร, ซม.)

เช่น มาตราส่วน 1:100 หมายความว่า 1 ซม. ในกระดาษที่เขียนเท่ากับ 100 ซม. (1 เมตร) ในความเป็นจริง

หรือมาตราส่วน

1:50 คือ 1 ซม. ในกระดาษ เท่ากับ 50 ซม. ในของจริง (.50 เมตร)

1:125 คือ 1 ซม. ในกระดาษเท่ากับ 125 ซม. ในขนาดจริง (1.25 เมตร) ปากกาเขียนแบบ (Technical Drawing Pen)


ปากกาเขียนแบบใช้ใด้ทั้งการเขียน Freehand (เขียนโดยไม่ต้องใช้ไม้บรรทัด) และ Draft inkwork (เขียนโดยใช้เครื่องมือเขียนแบบ)

ปากกามีหลายขนาดด้วยกัน

-1mm ปากเล็กมากจะได้เส้นที่บาง นิยมใช้กับงานที่ละเอียด เช่น เขียนลายละเอียดสิ่งต่าง ๆ หรือเขียนสิ่งที่เล็ก ๆ เมื่อใช้เสร็จแล้วต้องล้างทันทีมิฉะนั้นจะอุดตันได้ง่าย

-2mm, 2.50 mm

นิยมใช้เขียนแปลนต้นไม้

-3mm, 3.50 mm

นิยมใช้ทั่วไป สำหรับเขียนตัวหนังสือ ขีดเส้น เขียนแปลนต้นไม้ ผสมกับปาก 2 mm ได้เพื่อให้ได้น้ำหนักอ่อนแก่

-5mm ใช้เน้นจุดต่าง ๆ ให้เด่น เป็นการเพิ่มน้ำหนักเส้นให้มากกว่า 3 mm, เขียนหนังสือ หรือสิ่งต่างที่เด่นสะดุดตา

การรักษาปากกา

-แน่ใจว่าปากกาตั้งฉากกับไม้ที และตัวปากกายาวกกว่าความหนาของไม้ที

-ปิดปากกา เพื่อไม่ให้หมึกแห้งเมื่อใช้เสร็จ

-เมื่อไม่ใช้ปากกาให้วางปากกาตั้งขึ้น

-ควรใช้หมึกแบบ water proof สีดำ ชนิดที่ไม่ตกตะกอน

เทมเพลทตัวหนังสือ

มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยมีขนาดใหญ่เล็กตามขนาดของปากกาเขียนแบบ โดยอ่านดูที่เทมเพลทจะเขียนไว้ว่าสำหรับปากกากี่มิลลิเมตร

เทปเพลทวงกลม

รวมทั้งวงรีด้วย จะช่วยประหยัดเวลาในการเขียนวงกลมขนาดต่าง ๆ กัน ใช้ได้กับปากกาทุกขนาด

เทปเพลททั่วไป

ได้แก่ เทปเพลทสำหรับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องสุขภัณฑ์ และรูปทรงเรขาคณิต

วงเวียน (Campass)

ควรเลือกชนิดที่ถอดหัวได้เพื่อใส่ปากกา

ยางลบ (Eraser)

เลือกยางลบที่นิ่มที่สุด เพื่อไม่ให้ผิวกระดาษเป็นรอย หรืซึมเมื่อเขียนด้วยหมึกอีกครั้ง อย่าใช้ยางลบหมึกเพราะแข็งเกินไปสำหรับกระดาษ

เทปกาว (Masking tape)

ควรใช้เทปกระดาษ เพราะฉีกง่าย และไม่เหนียวเหนอะหนะเมื่อดึงออก แปรงปัดฝุ่น

อาจใช้จะใช้ไม้ขนไก่เล็ก ๆได้ และจำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ เนื่องจากการลบและแก้แบบ ต้องปัดฝุ่นทิ้งทุกครั้ง มิฉะนั้นแบบจะสกปรก

สัญลักษณ์การเขียนแปลน, รูปด้านของต้นไม้ และสิ่งต่าง ๆ

เพื่อให้การเขียนแบบสวยงาม และเป็นระเบียบ จึงมีสัญลักษณ์ของต้นไม้แบบต่าง ๆ ให้เลือกโดย แบ่งเป็นแปลน, รูปด้าน, และสิ่งประกอบอื่น ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์, ทางเท้า ฯลฯ

ข้อแนะนำในการใช้สัญลักษณ์

1. ถ้าแบบมีขนาดเล็กและมีพรรณไม้ไม่กี่ชนิด (3-5 ชนิด) สามารถใช้สัญลักษณ์ 1 อย่างแทนต้นไม้ 1 ชนิดได้ หรือจะเขียนบรรยายชื่อต้นไม้ลงในแปลนเลยก็ได้

2. ถ้าแบบมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม แต่มีพรรณไม้หลายชนิดควรใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปแบบอันเดียวกัน แต่ใช้ตัวเลขแทนชนิดของต้นไม้ โดยจะมีรายชื่อต้นไม้ตามตัวเลขนั้น ๆ บรรยายอยู่ข้าง ๆ แปลนอีกครั้งหนึ่ง ถ้าแปลนมีเนื้อที่กว้างพอก็อาจจะเขียนชื่อต้นไม้ใส่ลงในแปลนของแต่ละต้นเลยก็ได้

3. อย่าเขียนแปลนโดยให้ผู้ดูต้องเกิดความมึนงง เนื่องจากมีสัญลักษณ์ของต้นไม้หลายชนิด และต้องจำสัญลักษณ์ของต้นไม้แต่ละชนิด เพื่อมาอ่าน รายละเอียดในแปลนอีกว่าสัญลักษณ์แต่ละอันหมายถึงอะไร วิธีการเช่นนี้ผู้อ่านแบบก็จะเกิดความเบื่อหน่าย และไม่เข้าใจในจินตนาการของนักออกแบบเท่าที่ควร เพราะได้ใช้สมองในการจดจำสิ่งอื่น ๆ แล้ว

4. การเขียนแปลนต้นไม้ แต่ละต้น ให้ถือว่าต้นไม้นั้น ๆ โตเต็มที่แล้ว เพราะฉะนั้นการเขียนแปลนต้องคิดถึงสัดส่วนต้นไม้ โดยการทราบถึงขนาดที่โตเต็มที่ของต้นไม้แต่ละชนิดด้วย

เขียนรูปคนโดยกะให้ศีรษะอยู่ตรงระดับสายตา (EYE LEVEL) ในรูป PERSPECTIVE เส้น HORIZON เป็นระดับสายตาของผู้มองดู ดังนั้นเราเริ่มจากระดับเส้น HORIZON ก่อน จึงเขียนรูปที่อยู่เหนือหรือใต้เส้นสายตา ตัวคนที่อยู่ในระดับเดียวกันก็มีขนาดเท่ากัน

หลีกเลี่ยงการเขียนคนแบบยืนแข็ง ๆ , และกลุ่มคนที่มากเกินไปในการจัด COMPOSITION ไม่ว่าจะเขียนคนเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว ต้องคำนึงถึงการใช้เนื้อที่นั้น ๆ

การเขียนรูปคนอาจเป็น ABSTRACT ได้ ซึ่งเป็น PURE – LINE DRAWING เล่นแสงเงาเท่านั้น ซึ่งไม่ต้องการรายละเอียดมาก มิให้ไปข่มแบบที่เขียน

สะสมรูปภาพจากหนังสือต่าง ๆ ซึ่งมีรูปคนแสดงท่าทางต่าง ๆ เพื่อจะเอาไว้เป็นแบบอย่าง หลังจากที่เข้าใจวิธีการแล้ว ทุกคนอาจพัฒนาการเขียนให้มีลักษณะเฉพาะตัวได้


เมื่อต้องการจะเพิ่มระดับทีลาดเอียงให้เรียบ ผู้สำรวจยืนตรงตำแหน่งที่จะก่อผนังหรือก่อขอบ เพื่อเติมดิน ส่วนผู้ถือยืนตรงตำแหน่งที่ระดับเรียบจะเริ่มต้น โดยมี 0 อยู่ส่วนบนของไม้ระดับ ให้ผู้ถือไม้ระดับยืนตำแหน่งเดิม ผู้สำรวจยืนที่ตำแหน่ง A,B จะวัดได้1.05, .70 เมตร ซึ่งเป็นความสูงของดินที่ต้องนำมาเพิ่ม

เมื่อทำงานคนเดียว ผู้ถือหรือผู้สำรวจถือไม้ระดับไว้ โดยให้ระดับ 0 อยู่ข้างล่าง เลื่อนเครื่องวัดขึ้นลงจนได้ระดับไม้ระดับ แล้วจึงอ่านที่ไม้ระดับว่าสูงเท่าไร



Comments are closed.

This entry was posted on July 9, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.