การใช้ยากำจัดศัตรูกล้วยไม้

กล้วยไม้สวย

การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้มีข้อแตกต่างกับการปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหาร ในเรื่องการปราบศัตรูอยู่บ้าง  เพราะพืชอาหารนั้นใบแหว่งไปนิด กิ่งหักไปหน่อย ดอกร่วงไปบ้างก็ไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก  ส่วนกล้วยไม้นั้นเจ้าของต้องการความงามอยู่พร้อมสรรพทั้ง ราก ต้น ใบ และดอก ถ้าเกิดไฝฝ้าราคีกับส่วนหนึ่งส่วนใด แม้ว่าจะเพียงนิดหน่อย เจ้าของมักจะเดือดร้อนไม่สบายใจ ด้วยเหตุนี้การปราบศัตรูต่าง ๆ จึงเข้มงวดกันมากเป็นพิเศษ คือ ขึ้นไปถึงระดับริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม กันทีเดียว

ด้วยเหตุดังกล่าว การกำจัดศัตรูจึงทำกันกว้างขวางมากในวงการกล้วยไม้ จนกระทั่งบางครั้งบางคนฝังใจ ไม่ว่ากล้วยไม้จะมีอาการผิดปรกติด้วยเหตุใด จะนึกถึงยาไว้ก่อนเสมอ รากหด หน่อใหม่เล็กกว่าที่ควร ดอกไม่สดใส ฯลฯ ต้องวิ่งสอบถามกันแล้วว่าจะใช้ยาอะไรดี ความจริงอาการเหล่านี้อาจไม่มีศัตรูใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลยก็ได้ เพราะถ้าเครื่องปลูกผุ น้ำคุณภาพไม่ดี แห้งเกินไป แฉะเกินไป ใช้ปุ๋ยหรือยาแรงเกินไป ย่อมทำให้เกิดอาการผิดปรกติไปได้ต่าง ๆ นานาเช่นกัน

สำหรับผู้ที่ฝังใจกับการใช้ยาน้อยลงมาหน่อยก็มี เช่น เห็นหนอน 2-3 ตัวกำลังเดินกัดกินใบหรือดอกกล้วยไม้อยู่เท่านั้น รีบวิ่งหายามาฉีดห่าหนอนทันที ซึ่งความจริงหนอนเพียงไม่กี่ตัวนั้น บี้ให้ตายเสียก็สิ้นเรื่อง ไม่ต้องใช้ยาให้เปลืองเงินเปลืองเวลาไปเปล่า ๆ

ฉะนั้นการใช้ยากำจัดศัตรูกล้วยไม้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งจำเป็นก็ตาม แต่ขอให้เป็นวิธีสุดท้าย เมื่อพิจารณาโดยท่องแท้แล้วว่าไม่มีทางอื่นให้เลือกอีก แต่เมื่อจะใช้ยาก็ควรจะศึกษาหาความรู้ในเรื่องนี้เอาไว้บ้างตามสมควร

การใช้ยากำจัดศัตรูกล้วยไม้นั้นผู้ใช้จะต้องมีความรู้ใน 4 อย่าง คือ รู้ศัตรู รู้ยา รู้เวลา รู้วิธี

1.  รู้ศัตรู จะต้องรู้ว่า ศัตรูที่ทำให้กล้วยไม้ถูกทำลายเสียหายหรือมีอาการผิดปรกตินั้นคืออะไร เชื้อโรค แมลง หรือเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต เช่น ใบถูกกระทบกระทั่งจนบอบช้ำแล้วเน่า เชื้อที่ทำให้เน่าอาจไม่ใช่ศัตรูกล้วยไม้ มันอาจเป็นเพียงราหรือแบคทีเรียบางชนิดที่มากินใบกล้วยไม้ที่ตายแล้วก็ได้ คราวนี้ถ้าหากทราบแน่ว่ามีศัตรูทำลายก็ต้องทราบว่าศัตรูนั้นคืออะไร มีจุดอ่อนที่ตรงไหนตัวอย่างเช่น ถ้าพบหนอนกัดกินใบหรือดอกกล้วยไม้ระบาดทั่วไป ก็ต้องเร่งรีบกำจัดทันทีเพราะระยะเป็นตัวหนอนเป็นระยะที่อ่อนแอที่สุดของแมลง  ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเข้าดักแด้ก็จะทำลายยาก ยิ่งปล่อยไว้จนตัวแก่มีปีกบินก็บินหนีไปเลยปราบไม่ได้

ถ้ามีเพลี้ยเข้าทำลาย จะเป็นเพลี้ยแป้งตัวขาว ๆ หรือเพลี้ยหอยเป็นเป็นเกล็ดเกาะอยู่กับที่ตามต้น ใบ หรือเพลี้ยอ่อน ซึ่งมีตัวขนาดเมล็ดงา เดินช้า ๆ เพลี้ยพวกนี้มีจุดอ่อนในระยะที่ยังไม่มีแป้ง ไม่มีเปลือกหุ้มตัว แมลงพวกนี้เคลื่อนที่ช้า แต่ข้อนี้ไม่ถือเป็น่จุดอ่อน เพราะมีแมลงอีกพวกหนึ่งทำหน้าที่เป็นพาหนะให้เพลี้ย คือ พวกมด ซึ่งจะคาบเพลี้ยไปปล่อยตามที่ต่าง ๆ ฉะนั้นจึงกล่าวกันว่า ถ้าเพลี้ยหมด มดอยู่ ไม่นาน เพลี้ยก็มาอีก แต่ถ้าขาดมดก็หมดเพลี้ย เรือนกล้วยไม้ที่มีคูน้ำล้อมรอบ มดเข้าไม่ได้ปัญหาเรื่องเพลี้ยย่อมหมดไป

ศัตรูพืชบางชนิดชอบเกาะอาศัยอยู่ที่ใต้ใบ ในซอกใบเป็นต้น ถ้าไม่สังเกตดี ๆ อาจไม่ทราบ

ศัตรูบางอย่างเข้ามาทำลายในเวลากลางคืนแล้วก็หนีไป หรือหลบซ่อนอยู่ในบริเวณนั้น เช่น หนู แมลงสาบ สัตว์ 2 ชนิดนี้กัดกินลูกกล้วยไม้เก่งนัก

สำหรับจุดอ่อนของเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่เป็นศัตรูของกล้วยไม้ ถ้ากล่าวโดยรวม ๆ ทั้งราและแบคทีเรีย พอกล่าวได้ว่า ถ้าอากาศอับชื้นและร้อนอบอ้าว จุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญได้ดีกว่าระยะที่อากาศแห้งและเย็น  จะเห็นได้ว่าโรคกล้วยไม้ระบาดมากในฤดูร้อนซึ่งชื้และอบอ้าวกับฤดูฝนซึ่งเปียกแฉะอยู่นาน ๆ ส่วนฤดูหนาวการทำลายจะเบาบางลง อย่างไรก็ตามอากาศชื้นกล้วยไม้ก็ชอบมากกว่าอากาศแห้ง เรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังให้ทะมัดทะแมง จุลินทรีย์นั้นต้องมีที่มา เกิดขึ้นเองไม่ได้ไม่ว่าจะชื้นจะอบอ้าว อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีเชื้อ โรคกล้วยไม้ที่เกิดจากเชื้อต่าง ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น

2. รู้ยา ยาปราบศัตรูกล้วยไม้ในท้องตลาด มีชื่อต่าง ๆ กันนับไม่ถ้วน บางทียาชนิดเดียวกันแต่มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ  ทั้งนี้แล้วแต่บริษัทที่จำหน่ายยานั้นจะตั้งชื่อของตนขึ้นมา ชื่อยานี้แยกออกได้เป็น 3 ชื่อคือ ชื่อการค้า ชื่อสามัญ และชื่อทางเคมี การแนะนำแก่ผู้ใช้นิยมแนะนำชื่อสามัญ เพราะมักจะสั้นกระทัดรัดไม่เหมือนชื่อทางเคมีซึ่งมักจะยาวอ่านยากจำยาก ส่วนชื่อการค้านั้น  ถ้ายกขึ้นมาแนะนำย่อมทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงการค้ากัน จึงมักจะละเว้นไม่กล่าวถึง ขอยกตัวอย่างไว้ ณ ที่นี้ 1 ชนิด คือ ยาฆ่าราที่มีชื่อสามัญว่า แคปแทน(captan) มีชื่อทางเคมีว่า N-trichloro methy mercapto-4-cyclohaxene-1,2-dicarboximide ซึ่งยาวเป็นบรรทัด ๆ ไม่มีใครเขาเรียกกัน ยาแคปแทนนี้ มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ เช่น แคปตาไซด์ ออร์โธไซด์ ออร์กาไซด์ ทวินโคไซด์ แคปโตซาน แคพริไซด์ แคทตานัม ฯลฯ

บริษัทขายยาที่ดีจะต้องแจ้งชื่อสามัญของยาไว้ที่ลากด้วย ตัวอย่าง เช่น ยาแคปแทนมักจะบอกว่าสารออกฤทธิ์ (active ingredient) คือ แคปแทน แล้วบอกความเข้มข้นไว้ด้วย เช่น 50% 80% เป็นต้น

ยากำจัดศัตรูกล้วยไม้นั้นไม่มียาชนิดใดที่จะกำจัดศัตรูได้ทุกชนิด แบบครอบจักรวาล การทำลายศัตรูแบ่งได้อย่างกว้าง ๆ เป็นยาฆ่ารา กับยาฆ่าแมลง ถ้าเอาแคปแทนซึ่งเป็นยาฆ่าราไปฉีดฆ่าเพลี้ยย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร ที่แบ่งเป็นยาฆ่ารากับฆ่าแมลงนี้แบ่งอย่างกว้างที่สุดเพราะยาฆ่าราชนิดหนึ่ง ก็ปราบโรคราได้ไม่ครบทุกชนิด สำหรับยาฆ่าแมลงก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

นอกจากแบ่งดังกล่าวแล้ว ยากำจัดศัฅรูยังแบ่งเป็นยาประเภท เคลือบคลุม กับประเภทดูดซึม ประเภทเคลือบคลุมเป็นยาที่จับตามต้นใบพืชอยู่ อาจซึมเข้าไปในต้นพืชได้ก็เพียงส่วนผิวนอก ๆ เท่านั้น ส่วนยาประเภทดูดซึม จะซึมซาบเข้าไปอยู่ในน้ำเลี้ยงของพืชเลย การใช้ยากับกล้วยไม้ถ้าเลือกได้ควรเลือกยาประเภทดูดซึมเพราะเรารดน้ำทุกวัน ถ้าเพียงแต่เคลือบคลุมอยู่ก็มักถูกชะล้างออกไปได้รวดเร็ว แต่ยาดูดซึม ที่กำจัดศัตรูได้ทุกชนิดยังไม่มี จึงต้องใช้ยาเคลือบคลุมด้วย ถ้าจะให้ดีควรใช้สารทีช่วย ให้ยาจับใบพืช ( sticker & spreader)

ยากำจัดศัตรูกล้วยไม้นี้นิยมใช้กันอยู่ 2 แบบคือ ยาผงชนิดละลายน้ำกับยาน้ำชนิดที่เวลาใช้เอามาละลายน้ำให้เจือจางเสียก่อน ความจริงยังมียาประเภทอื่นอีก แต่วงการกล้วยไม้ไม่ใช้กัน จึงไม่ขอนำมากล่าว

อนึ่ง ยาทุกชนิดแม้ว่า ผู้ผลิตจะแจ้งว่า ไม่มีพิษต่อผู้ใช้ก็ให้ถือไว้ก่อนว่า “ยาทุกชนิดมีพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง จะต่างกันแต่เพียงว่ามีพิษมากหรือน้อยเท่านั้น” อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด

3. รู้เวลา เวลาในที่นี้ขอแยกเป็น 2 ประเด็นคือ เวลาที่จะกำจัดศัตรูได้ง่ายหนึ่ง กับเวลาที่ปลอดภัยต่อผู้คนและสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่ง

ในแง่ของการกำจัดศัตรูนั้น ก็อาศัยจากรู้ศัตรู ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเราทราบว่าศัตรูนั้น ๆ มีจุดอ่อนที่ไหนก็รีบกำจัดทันที เช่น กำจัดผีเสื้อ ในระยะเป็นตัวหนอน กำจัดเพลี้ยในระยะที่ยังไม่มีเกราะหุ้มตัว กำจัดโรคต่าง ๆ ในระยะเริ่มเกิด ไม่ใช่ปล่อยให้ทำลายจนกล้วยไม้ทรุดโทรมหมดแล้ว

ส่วนในแง่ของความปลอดภัยต่อผู้ใช้ยาและบุคคลใกล้เคียงนั้น จะต้องเลือกใช้ยาในเวลาที่ไม่มีลมแรง เพราะยาอาจฟุ้งกระจายไปไกลเกินขอบเขต กล้วยไม้ที่อยู่ใกล้บ้านนั้นควรใช้ยาในเวลากลางคืนที่เด็กเล็กในบ้าน รวมทั้งบ้านใกล้เรือนเคียงเข้านอนกันหมดแล้ว จริงอยู่ที่การใช้ยาในเวลาดังกล่าว ยาอาจมีโอกาสจับใบกล้วยไม้เต็มที่ในระยะสั้นเพราะรุ่งเช้าเราก็รดน้ำชะล้างยาที่เคลือบใบอยู่ออกไปมาก แต่ถ้าคำนึงถึงสุขภาพของผู้คนและมิตรภาพของเพื่อนบ้านแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าจะจำยอม

ถ้าจะใช้ยาในวันใด ในตอนเย็นวันนั้นจะรดน้ำกล้วยไม้ให้ชุ่ม แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้หมาดประมาณ 2 ชั่วโมง ขึ้นไป ตกประมาณ 3-4 ทุ่ม ซึ่งเด็กเล็กเข้านอนหมดแล้วก็พ่นยา ในวันรุ่งขึ้นจะงดให้น้ำกล้วยไม้ เพื่อให้โอกาสยายึดเกาะซึมซาบกันใบรากกล้วยไม้ได้เต็มที่ ถัดไปอีกวัน หนึ่งจึงรดน้ำ

ส่วนเรือนกล้วยไม้ที่อยู่ไกลบ้านคนและปลูกมาก ๆ ขอเสนอแนะให้ใช้ยาตอนเช้าที่แดดยังไม่จัดและน้ำที่รดกล้วยไม้ตอนเช้าเริ่มหมาดแล้ว น่าจะได้ผลดีที่สุด

4. รู้วิธี วิธีใช้ยาจะมีบอกไว้ที่ฉลากปิดขวดยาอยู่แล้ว ในขั้นแรกต้องถือว่าคำแนะนำนั้นถูกต้อง ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ตัวอย่างเช่น เขาบอกว่าให้ใช้- ยา 2 ช้อนแกง (30 ซี.ซี.) ละลายน้ำ 1 ปีบ (20 ลิตร) เราก็ควรทำตามนั้น ไม่ใช่เห็น ศัตรูระบาดมาก กลัวจะปราบได้ไม่ทันใจแล้วเพิ่มยาเป็น 3 ช้อน 4 ช้อน จริงอยู่ศัตรูที่จะปราบอาจถูกกำจัดได้รวดเร็วขึ้น แต่ก็ไม่แน่นักว่ากล้วยไม้จะถูกกำจัดตามไปด้วยหรือไม่ แทนที่กล้วยไม้จะโทรมเพราะศัฅรูก็เลยกลายเป็นทรุดเพราะใช้ยาแรงเกินขนาดไป

ผู้ใช้ยาควรจะป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยมากที่สุด อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด เพราะอาจได้รับอันตรายถึงตายได้ ระวังอย่าหายใจเอาละอองยาเข้าไป วิธีที่ดีคือหาหน้ากากกันไอพิษมาใช้ ในท้องตลาดมีขายอยู่ ลองพลิกตามหน้าโฆษณาในหนังสือต่าง ๆ ดู หน้ากากอันหนึ่งราคาประมาณ 100 บาทเศษ ไม่ควรเห็นเป็นแพง เพราะชีวิตเรามีค่า มากกว่านั้น ในระยะนี้ถ้ายังหาซื้อหน้ากากไม่ได้ ใช้ผ้าเช็ดหน้าคาดจมูกไว้ก่อนก็พอจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง นอกจากสวมหน้ากากแล้วก็ควรสวมหมวกสวมรองเท้าให้เรียบร้อย ถ้าใช้รองเท้าบูทยางได้ก็ยิ่งดี บางคนนุ่งผ้าฃาวม้าผืนเดียวพ่นยาในเรือนกล้วยไม้ แบบนี้เป็นการเสี่ยงชีวิตมากเกินไป

เมื่อป้องกันร่างกายมิดชิดให้ละอองยามีโอกาสมาสัมผัสตัวเราได้น้อยที่สุดแล้ว เช่นนี้ ก็ไม่ควรตายใจ ฉะนั้นหลังพ่นยาทุกครั้ง ต้องอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดหมดจดจริง ๆ อีกครั้งหนึ่ง จึงจะวางใจได้

ในขณะใช้ยา ห้ามดื่มกิน แม้แต่สูบบุหรี่ก็ห้าม คือห้ามใช้ปากทำงานชั่วคราว ความจริงเรื่องนี้ไม่ต้องห้ามไว้ก็ได้ เพราะสวมหน้ากากอยู่แล้วจะใช้ปากทำอะไรได้ แต่ก็คงจะมีประโยชน์บ้างสำหรับผู้รักชีวิตน้อย ไม่ยอมสวมหน้ากาก

เครื่องพ่นยานั้น อาจใช้กระบอกฉีดหรือถังพ่น หรือใช้เครื่องสูบน้ำรดกล้วยไม้ฉีดพ่นเป็นฝอยก็ได้ ในกรณีหลังนี้ ถ้าใช้หัวฉีด 2-3 หัวต่อกันสำหรับรดน้ำ เวลาพ่นยาควรถอดออกใช้เพียงหัวเดียวก็พอ เพราะการพ่นยาไม่จำเป็นต้องพ่นจนชุ่มโชกเหมือนการรดน้ำ เราพ่นเพียงให้น้ำยาจับใบจับรากให้ทั่วถึงก็พอแล้ว และหลังใช้ยาควรล้างภาชนะอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สะอาด

ยาที่ใช้ปราบศัตรูนั้น บางชนิดมีฤทธิ์เป็นกรด บางชนิดมีฤทธิ์เป็นด่าง ถ้านำยาที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาทำให้เป็นกรด เช่นละลายน้ำที่มีพีเอชต่ำ หรือในทางกลับกันเอายาที่มีฤทธิ์เป็นกรดไปละลายน้ำที่มีพีเอชสูง ยาอาจเสื่อมฤทธิ์ไปได้บ้าง ฉะนั้นถ้าไม่ทราบแน่ว่ายานั้นมีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง ควรใช้น้ำที่เป็นกลาง หรือใกล้ความเป็นกลาง เช่น น้ำฝน จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คงพอจะเป็นแนวทางในการใช้ยาให้มี ประสิทธิภาพ และปลอดภัยได้พอควร อย่างไรก็ตามยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ควรคำนึงถึงอยู่อีก เช่น

การใช้ยาพร่ำเพรื่อ  บางคนใช้ยาติดต่อกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตลอดไปไม่มีว่างเว้น การใช้ยาแบบนี้นอกจากจะสิ้นเปลืองยาและแรงงานมากเกินจำเป็นแล้ว ยานั้นอาจมากเกินไปจนทำอันตรายแก่กล้วยไม้ได้ ฉะนั้นควรใช้ยาเมื่อพบว่าศัตรูเริ่มระบาดหรือทราบว่าบริเวณเพื่อนบ้านใกล้เคียงเริ่มมีศัตรูระบาดแล้วเราจึงใช้ยา นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ใช้ยาอย่างมากเดือนละ 1 ครั้งเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ความจริงจะไม่ใช้เลยก็ได้ ถ้าไม่มีศัตรูรบกวน

ควรเลือกใช้ยาที่มีพิษต่อคนน้อย กล้วยไม้ไม่เหมือนพืชอื่น เพราะมักจะอยู่ใกล้บ้านอย่างหนึ่ง และต้นกล้วยไม้ปลูกไว้ในระดับสูงใกล้จมูกอีกอย่างหนึ่ง ยาจึงมีโอกาสเขาสู่ร่างกายเจ้าของกล้วยไม้ได้ง่าย การใช้ยาที่มีพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยงน้อย จึงเป็นทางเพิ่มความปลอดภัยอีกทางหนึ่ง ถึงกระนั้นก็ตามหลังพ่นยาเสร็จใหม่ ๆ ก็ไม่ควร เข้ารังกล้วยไม้ ควรปล่อยให้ยาระเหยไปบ้างสัก 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย บางคนพ่นยาเสร็จ อาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเสร็จแล้ว กลับเข้าไปเดินในรังกล้วยไม้อีก ยิ่งไปกว่านั้นยังไปหยิบไปจับต้นกล้วยไม้ที่เปื้อนยาด้วย การป้องกันมาตั้งแต่ต้นก็ไร้ผล

ต้นไม้เป็นแผลรักษาไม่ได้ คนหรือสัตว์มีบาดแผลอาจรักษาให้แผลนั้นหายสนิทจนไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็นได้ ส่วนต้นไม้นั้นทำไม่ได้ เช่น ถ้าปลายใบเน่าจะรักษาส่วนที่เน่าให้เขียวสดคงเดิมนั้นไม่ได้ ฉะนั้นส่วนที่เน่าต้องตัดทิ้งไป ยาที่ใช้จึงเพียงแต่ป้องกันไม่ให้โรคลุกลามต่อไปเท่านั้น

แมลงเป็นสัตว์ที่ปราบได้ยาก การกำจัดแมลงนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของมนุษย์มาโดยตลอด ดูกันง่าย ๆ เช่น การปราบยุงซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งนั้น มนุษย์ก็อับจนปัญญาเสียแล้ว การใช้ยาปราบแมลงจึงเพียงแต่ช่วยลดปริมาณของแมลง ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อใช้ยาชนิดนั้น ๆ ไปนาน ๆ ยานั้นก็ทำอันตรายแมลงไม่ได้ ตัวอย่างในบ้านเราที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการใช้ดีดีที (D.D.T. เป็น ชื่อผูกขึ้น คล้ายกับ ชื่อสามัญ ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Dichloro Diphenyl Trichloroethane) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เราใช้ ดีดีที ปราบยุง ซึ่งใช้กันมากในโครงการกำจัดไข้มาเลเรีย ปรากฏว่าได้ผลดียุงสงบไป แต่มาระยะนี้ยุงไม่กลัวดีดีทีอีกแล้ว ถ้าฉีดดีดีทีใส่ยุง ยุงก็คงรู้สึกเพียงว่ามีน้ำอะไรมาถูกตัวเปียก ๆ เท่านั้น หรือยุงไปเกาะตามผนังที่มีดีดีทีฉาบอยู่ก็คงรู้สึกเฉย ๆ ลักษณะเช่นนี้ เรียกว่า แมลงดื้อยา การดื้อยาเกิดขึ้นได้ดังนี้ สมมุติว่า เราฉีดดีดีทีครั้งแรก ยุง 100 ตัว ตายไป 99 ตัว อีกตัวหนึ่ง หัวเห็ด ทนฤทธิ์ดีดีทีได้ ตัวที่เหลือนี้ก็ไปสืบพันธุ์เพิ่มพลเมืองยุงที่ทนฤทธิ์ ดีดีที ได้ มากขึ้น ยุงชุดที่ 2 นี้ เมื่อเจอดีดีทีเข้าอีก 100 ตัว อาจตายเพียง 80 ตัว ทีเหลืออีก 20 ตัว ก็ไปเพิ่มพลเมืองยุงอีก ยุงชุดที่ 3 ที่ 4 ก็จะตายเพราะดีดีทีน้อยลง จนกระทั่งในที่สุดยุงทุกตัวทนฤทธิ์ ดี.ดี.ที. ได้หมด

จากอุทาหรณ์เรื่องนี้ ขอให้พิจารณาการใช้ยาฆ่าแมลงให้ดี ถ้าเราใช้ยาชนิดเดียวจำเจอยู่นาน ๆ แมลงที่มาทำลายกล้วยไม้ของเราก็จะเกิดการดื้อยาขึ้นมา การใช้ยานั้นก็ไม่ได้ผลจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ ในทางปฏิบัติควรใช้ยาที่มีฤทธิ์อ่อนก่อน เมื่อแมลงดื้อยาชนิดนี้แล้ว ก็เปลี่ยนไปใช้ยาที่มีฤทธิ์สูงขึ้นและสูงขึ้น เมื่อแมลงดื้อยาที่มีฤทธิ์สูงแล้ว ก็กลับมาใช้ยาที่มีฤทธิ์อ่อนอีก สลับไปสลับมาเช่นนี้ การปราบแมลงจึงจะมีประสิทธิผล การเปลี่ยนยานี้ควรจะเปลี่ยนประมาณ 1-2 ปี ต่อครั้ง หรืออาจใช้ยาฆ่าแมลง 4-5 ชนิดในช่วงเวลาเดียวกัน โดยครั้งที่ 1 ใช้ยาชนิดที่ 1 ครั้งที่ 2 ใช้ยาชนิดที่ 2 ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อครบ 4-5 ชนิดดังกล่าวแล้วก็วกกลับมาใช้ชนิดที่ 1 อีก

ขอย้ำอีกครั้งว่ายาปราบศัตรูพืชนั้น มีอันตราย เราปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เพื่อความสุขกาย สบายใจ อย่าให้การเลี้ยงกล้วยไม้กลายเป็นเครื่องบั่นทอนชีวิตของท่านและคนในครอบครัวเลย ควรใช้ยาโดยไม่ประมาท และเก็บยาให้มิดชิด โปรดระลึกไว้เสมอว่ายาเหล่านี้ คือ ยาพิษ



Comments are closed.

This entry was posted on October 8, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.