การใช้ดินและปุ๋ยกับไม้ดอกไม้ประดับ

การจัดตกแต่งบริเวณ จะปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับและหญ้า ต้องใช้ดินที่มีคุณภาพปลูกต้นไม้และหญ้าจึงจะเจริญงอกงาม ผู้ออกแบบจะต้องมีความรู้ในเรื่องการใช้ดินและปุ๋ยพอสมควร

ประเภทของดินที่มีอยู่ทั่วไป ได้แก่

1. ดินทราย

2. ดินเหนียว

3. ดินร่วน

4. ดินร่วนปนทราย

ลักษณะของดินที่ใช้สำหรับปลูกไม้ดอกและไม้ประดับ

1. เนื้อดินควรจะโปร่ง ร่วนซุย ถ่ายเทอากาศได้ดี

2. เนื้อดินไม่อัดแน่น น้ำสามารถซึมผ่านได้สะดวก

3. เนื้อดินมีธาตุอาหารพืชอย่างเพียงพอและไม่สลายตัวเร็วเกินไป

4. ดินอุ้มน้ำและดูดซับธาตุอาหารให้กับพืชได้ดี

5. ดินไม่มีกรดหรือด่างมากเกินไป อีกทั้งไม่มีเชื้อโรค

ถ้าจะปลูกต้นไม้ลงในดินที่ไม่มีคุณภาพดี คือเนื้อดินละเอียด หรือดินเหนียวมากเกินไป เราก็สามารถจะแก้ไขดินได้โดยใช้สูตรการผสมดินในแบบต่าง ๆ คือ

สูตรดินผสมสำหรับปลูกหรือชำกิ่ง – ยอดและเพาะเมล็ด

ทรายหยาบ                     2 ส่วน

ดินร่วน                           1 ส่วน

ใบไม้ผุหรือเถ้าแกลบ      1 ส่วน

สูตรดินผสมสำหรับปลูกต้นไม้ในกระถาง

ทรายหยาบ                     2 ส่วน

ดินร่วน                           4 ส่วน

ขุยมะพร้าวหรือใบไม้ผุ   2 ส่วน

ปุ๋ยคอก                           1 ส่วน

สูตรดินผสมปลูกต้นไม้ลงดิน

ทรายหยาบ                     2 ส่วน

ขุยมะพร้าวหรือใบไม้ผุ   2 ส่วน

ปุ๋ยคอก                           1 ส่วน

ปุ๋ย คือ วัตถุใดๆ ก็ตามเมื่อใส่ลงไปในดินแล้วสามารถจะสลายตัวให้ธาตุอาหารที่พืชดูดซึมเอาไปใช้เพื่อสร้างความเจริญเติบโตได้ ปุ๋ยจึงจำเป็นสำหรับต้นไม้ทุกชนิด จะใช้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กิบชนิดของดินที่ปลูก ปุ๋ยที่ใช้กินอยู่ ทั่วๆ ไป มี 2 ชนิด คือ

1. ปุ๋ยอินทรีย์

2. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์

1. ปุ๋ยอินทรีย์ คือ ปุ๋ยที่ได้มาจากพืชและสัตว์ทั้งที่มีและไม่มีชีวิต เช่น ปุ๋ยคอก ปุยหมัก คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ คือช่วยทำให้ดินดี โปร่ง ร่วนซุย มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ไม่ขังน้ำ พืชเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ดินไม่เป็นกรด เป็นด่างมากเกินไป อีกทั้งยังช่วยเก็บปุ๋ยวิทยาศาสตร์ไว้ในดินให้ประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น จะช่วยทำให้สภาพดินที่เป็นทรายมีประโยชน์ต่อพืชได้ และช่วยให้จุลินทรีย์ในดินเจริญเติบโตได้ดี

2. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ คือ ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นมาโดยผ่านกรรมวิธีทางเคมีหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณสมบัติของปุ๋ยวิทยาศาสตร์ จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินมาก ทั้งช่วยเร่งพืชให้มีความเจริญงอกงามได้เร็วกว่าปุ๋ยอินทรีย์ และ ยังใช้สะดวกรวดเร็ว แต่มีข้อเสีย คือ ถ้าใช้มากเกินไปสภาพของดินจะเสีย ทำให้ดินแข็งและเหนียวจับตัวเป็นก้อน มีกรดและด่างมาก

การใช้ปุ๋ยที่ดีควรจะใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ส่วนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ใช้กับต้นไม้ทั่วๆ ไปประกอบด้วยส่วนผสมของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม สารประกอบแต่ละชนิดที่กล่าวมานี้จะมีผลต่อความเจริญของพืช ต่างกัน คือ

1. ไนโตรเจน (N) เป็นธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงใบ กิ่งก้าน และส่วนต่างๆ เพื่อให้ใบเขียวชอุ่มอยู่เสมอ

2. ฟอสฟอรัส (P) เป็นธาตุอาหารที่ช่วยเร่งดอก ผล และลำต้นให้เจริญเติบโต

3. โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงราก และลำต้นให้เจริญเติบโต

ปุ๋ยวิทยาศาสตร์มีหลายรูปแบบ เช่น ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผง การใช้ปุ๋ยขึ้นอยู่กับชนิดและวิธีการใช้ปุ๋ยแต่ละชนิด การให้ปุ๋ยโดยการผสมน้ำรดหรือฉีดพ่นทางใบ เป็นวิธีที่ได้ผลเร็ว ประหยัด อาจใช้ร่วมกับการฉีดยาฆ่าแมลงหรือป้อง กันโรค แล้วแต่ชนิดของปุ๋ย แต่การใส่ปุ๋ยในดินบริเวณโคนต้น พืชจะนำไปใช้ทันทีไม่ได้ ต้องผ่านกรรมวิธีมากมายถึงจะนำกลับไปเป็นอาหารพืชได้

การปลูกหญ้า

สนามหญ้าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการจัดสวนตกแต่งบริเวณ เพราะสนามหญ้าจะส่งเสริมตัวอาคารและบริเวณให้แลดูสดชื่น ถ้าจะปลูกต้นไม้ทั้งไม้ดอกและไม้ใบแต่งสนามอีก ความสวยสดงดงามก็จะเพิ่มมากขึ้นอีก

การจัดทำสนามหญ้าในขั้นแรกเมื่อออกแบบแล้วจะด้องเตรียมดิน ปรับระดับตกแต่งพื้นดิน กำจัดวัชพืชให้หมด ถ้าเป็นบริเวณที่ต้องถมดินใหม่ ควรปรับดินให้เรียบตามที่ต้องการและใส่ปุ๋ย

การปลูกหญ้าไม่ว่าจะเป็นหญ้าชนิดใดก็ตามจะมีวิธีการปลูกแบบเดียวกัน เช่น ก่อนปลูกอาจจะใช้เลนตมตามลำคลองมาปูพื้นหน้าดินแล้วปลูกหญ้า จะทำให้หญ้าเจริญเติบโตเร็วโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพราะเลนตมมีปุ๋ยอยู่ในตัวอย่างมาก ถ้าไม่มีเลนตมต้องใช้ปุ๋ยหว่านให้ทั่วพื้นสนามแล้วรดน้ำดินให้เปียกชุ่มคล้ายเลนตม จากนั้นจึงค่อยปลูกหญ้า

การปลูกหญ้าจะปลูกเป็นแผ่นๆ ให้เต็มพื้นที่สนาม จะทำให้เกิดความสวยงามอย่างมากแต่ต้องลงทุนสูง การใช้หญ้าทั้งแผ่นยิ่งเหมาะกับพื้นดินที่มีลักษณะเป็นที่ลาดเอียง (Slope) เวลารดน้ำดินจะไม่พังทลาย ถ้าพื้นสนามราบเรียบเป็นระดับเดียวกัน การปลูกควรดึงหญ้าจากแผ่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ปลูกให้ติดกันพอสมควร รดน้ำวันละ 3 ครั้งจนหญ้าติดดีแล้วก็เว้นระยะการให้น้ำ เมื่อดินหมาดก็ใช้ถูกกลิ้งบดอัดให้หญ้าติดแน่นกับดิน เมื่อหญ้าโตสูงประมาณ 2 นิ้ว ก็ตัดได้

หญ้าที่นิยมปถูกตกแต่งสนามและบริเวณควรหาง่าย ปลูกง่าย ราคาถูก ได้แก่

1. หญ้าญี่ปุ่น ลักษณะใบเล็กละเอียดแข็ง โตช้า ใบและลำต้นติดกันแน่น ชอบแสงแดดจัด ต้องรดน้ำสมํ่าเสมอ นิยมปลูกจัดสวนหย่อมมาก และใช้ปลูกจัดสวนขนาดใหญ่ เวลาตัดแล้วผิวสนามจะเรียบสวยงามมากเหมือนกับปูด้วย พรม ถ้าไม่ตัดจะโตเป็นกลุ่มก้อนพื้นสนามไม่เรียบ ควรตัด 2 อาทิตย์ต่อครั้ง ถ้าฤดูฝนตัด 3 อาทิตย์ 2 ครั้ง

2. หญ้านวลน้อย ลักษณะใบและลำต้นโตกว่าหญ้าญี่ปุ่นเล็กน้อย จะไม่ขึ้นแน่นเท่ากับหญ้าญี่ปุ่น ใบจะอ่อนนุ่ม โตเร็ว ชอบแสงแดดจัด ทนทานต่อความแห้งแล้ง เมื่อปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำติดต่อกัน ถ้าหญ้าติดดินเปลี่ยนเป็นให้น้ำเช้า-เย็น หญ้าเขียวเจริญงอกงามดีแล้วก็เว้นการให้น้ำ ควรตัตอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ถ้าเป็นฤดูแล้งต้องให้น้ำ เพิ่มหญ้าจะโตช้าไม่ว่าจะเป็นหญ้าชนิดใด การตัดก็จะเว้นระยะเวลานานพอสมควร

3. หญ้ามาเลเซีย ลักษณะใบและลำต้นใหญ่มาก อ่อนนุ่ม แต่ผิวของสนามจะแลดูหยาบ เป็นหญ้าที่เจริญงอกงามได้เร็วมาก ชอบอากาศชื้น พื้นดินชื้น เจริญงอกงามดีในพื้นที่ร่มรำไรหรือแดดในตอนเช้า ใช้จัดสวนที่มีร่มเงา ใต้ร่มไม้ใหญ่ บริเวณอาคารที่มีร่มเงาตลอดปี ต้องรดน้ำให้ดินชุ่มอยู่เสมอ ตัดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือ 3 อาทิตย์ 2 ครั้ง เป็นหญ้าที่ปลูกง่ายมาก เพียงแต่ใช้ยอดหรือลำต้นชำในที่ชื้นแฉะก็ขึ้นได้ดี

การดูแลรักษาต้นไม้และสนามหญ้า

บริเวณที่ปลูกต้นไม้ หญ้า ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม ถ้าไม่มีการดูแลรักษา สภาพของความงามจากต้นไม้ หญ้า ก็จะเปลี่ยนรูปแบบไป เพราะต้นไม้ หญ้าต้องเจริญเติบโตขึ้น การจัดสวนไม้ประดับนั้น จะไม่จัดเผื่อการโตของต้นไม้ และหญ้า การจัดต้องให้เกิดความงามทันใจเจ้าของสถานที่ บางทีเราต้องคุมความเจริญเติบโตของต้นไม้และหญ้า ต้นไม้บางชนิดเราจะไม่ควบคุมการเจริญเติบโต เช่น ปาล์ม หมาก อากาเว ปรงญี่ปุ่น ฯลฯ เพียงแต่แต่งกิ่งก้านเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการบำรุงรักษาทั้งต้นไม้และหญ้า ให้อยู่ในสภาพที่สวยงามตลอดไปด้วย กล่าวคือ

1. ต้นไม้ดอกและไม้ใบประเภทล้มลุก เมื่อโทรมหมดอายุจะต้องเปลี่ยนต้นใหม่ เพื่อให้คงสภาพเดิมเสมอ

2. ต้องตัดแต่งกิ่ง ลำต้น ของต้นไม้พุ่มให้มีขนาดและรูปทรงคงเดิม หรือจะเปลี่ยนแปลงก็ได้แต่ต้องมีความงาม

3. ต้องใส่ปุ๋ยต้นไม้และหญ้าสนามสม่ำเสมอ

4. ต้องหมั่นตัตแต่งสนามหญ้าให้สวยงามอยู่เสมอ

5. หมั่นสังเกตและเอาใจใส่ดูแลต้นไม้ตลอดเวลา หากมีโรคหรือแมลงรบกวนต้องรีบหาทางป้องกันและกำจัดทันที

6. ต้นไม้ดอกต้องตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอ เมื่อกิ่งใหม่แตกก็พร้อมที่จะมีดอกได้



Comments are closed.

This entry was posted on September 18, 2012 and is filed under ออกแบบสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.