การเอาลูกกล้วยไม้ออกจากขวด

กล้วยไม้ในขวด

ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับกล้วยไม้ คงประหลาดใจอยู่บ้างว่า ทำไมการเพาะเมล็ดกล้วยไม้จึงต้องเพาะในขวด จะใช้วิธีเดียวกับการเพาะเมล็ดพืชทั่ว ๆ ไปไม่ได้หรือ คือหว่านเมล็ดลงไปบนอะไรก็่ได้สักอย่างหนึ่งที่มีความชื้นพอเหมาะ เมล็ดก็ควรจะงอกได้ เรื่องนี้มีความจริงอยู่ว่า เมล็ดกล้ยไม้นั้นมีลักษณะบางอย่างแตกต่างไปจากเมล็ดพืชอื่น และแตกต่างในทางไม่ดีเสียด้วย คือ ช่วยตัวเองให้งอกให้เติบโตไม่ได้ ต้องอาศัยสิ่งอื่เข้ามาช่วย ส่วนเมล็ดพืชอื่น ๆ นั้นในระยะเริ่มงอกไม่ต้องพึ่งใคร ขอให้มีความชื้นพอเหมาะ มีอากาศหายใจ ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ก็งอกได้แล้ว ดูที่เมล็ดถั่วเขียวที่มาเพาะเป็นถั่วงอกย่อมเห็นได้ชัดส่วนเมล็ดกล้วยไม้นั้น จะอาศัยปัจจัยในการงอกเท่าที่ถั่วเขียวต้องการนั้นยังไม่เพียงพอ เพราะเมล็ดกล้วยไม้ไม่ได้สะสมอาหารเอาไว้ เลี้ยงต้นอ่อน พอเริ่มงอกก็ต้องหาอาหารจากภายนอกมากินมาใช้เลยทีเดียว ถ้าบริเวณที่งอก มีเพียงความชื้นพอเหมาะอุณหภูมิพอเหมาะ และมีอากาศหายใจแต่ขาดอาหารแล้ว พอเริ่มงอกก็ตายไปไม่มีโอกาสได้เติบโตขึ้นมาผจญโลกกับเขา ที่เมล็ดกล้วยไม้เป็นดังนี้ ไม่น่าจะถือเป็นความผิดปรกติของธรรมชาติ เพราะการที่ไม่ต้องสะสมอาหารไว้ในเมล็ดนี้เอง ช่วยให้ขนาดของเมล็ดเล็กลงจนเป็นผงละเอียด สามารถปลิวตามลมไปได้ไกล ๆ และเมื่อไปติดกับคบไม้เปลือกไม้ โอกาสที่จะหลุดร่วงไปย่อมมีน้อย โดยใช้ความมีขนาดเล็กให้เป็นประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ย่อมมีส่วนช่วยให้กล้วยไม้กระจายพันธุ์ออก ไปได้ไกล ๆ

อาหาร ที่กล้วยไม้จะหาได้ในระยะเริ่มงอกนั้น ได้มีผู้ศึกษาจนรู้แจ้งแล้วว่าได้มาจากเชื้อราตามธรรมชาติพวกหนึ่ง ฉะนั้นถ้ากล้วยไม้จะงอกได้ ก็ต้องอาศัยความบังเอิญ ปลิวไปตกในที่มีอาหารนั้น ฉะนั้นเมล็ดกล้วยไม้ในฝักหนึ่ง ๆ ซึ่งมีเป็นหมื่น เป็นแสนเมล็ดนั้น ถ้างอกได้สัก 5 ต้น หรือ 10 ต้น ก็นับว่ามากพอแล้ว เพราะเมล็ดจำนวนมากมายนั้น เวลาฝักแก่แล้วแตกออก เมล็ดที่ปลิวตามลมไป ย่อมไปตกดินตกน้ำ เสียหายไปเป็นจำนวนมาก ที่ยังติดค้างอยู่บนต้นไม้บ้างนั้น ก็จะมีสักกี่เมล็ดกันที่จะ ตกลงในที่มีอาหาร รอรับอยู่

จากความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ทำให้มนุษย์เรา ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้อยู่เสมอ หรือพูดในทัศนะของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มนุษย์ก็คือผู้ที่สามารถเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นได้เสมอ จึงหาวิธีปรุงอาหารให้เมล็ดกล้วยไม้ที่เริ่มงอกเสียเอง เพราะเมื่อทำได้ดังนี้ ก็จะ ได้ต้นกล้วยไม้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันหลายหมื่นเท่าจากที่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ คราวนี้เกิดมีปัญหาขึ้นว่า อาหารที่เราปรุงให้กล้วยไม้ และกล้วยไม้ชอบนั้น เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่ปลิวอยู่ในอากาศก็ชอบด้วย พอปรุงอาหารเสร็จหว่านเมล็ดกล้วยไม้ลงไป กล้วยไม้ยังไม่ทันงอกเลย แต่ราและแบคทีเรีย (จุลินทรีย์) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำงอกเต็มไปหมด เมล็ดกล้วยไม้จึงหมคโอกาส และขืนงอกขึ้นมาก็ตายเปล่าสู้พวกจุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้ เราจึงต้องหาวิธีป้องกันแบบเดียวกับทำอาหารกระป๋อง คือ ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารนั้นให้หมด แล้วปิดให้มิดชิด อย่าให้เชื้อจากภายนอกเล็ดลอดเข้าไปได้ เมื่อไม่มีเชื้อเข้าไปอาหารนั้นก็ไม่บูดเน่า

สำหรับกล้วยไม้ เราก็เลียนแบบอัดกระป๋องนี่เองแต่ต้องดัดแปลง เพราะกล้วยไม้ต้องการอากาศ ต้องการแสงสว่าง ฉะนั้นแทนที่จะใส่กระป๋องก็ต้องใส่ภาชนะ โปร่งใส แสงลอดผ่านได้ แทนที่จะปิดสนิทแบบเครื่องกระป๋อง ก็ต้องเปิดให้อากาศผ่านได้ แต่จุลินทรีย์ผ่านไม่ได้ ที่นิยมกันในบ้านเรา ก็ใช้ขวดแก้วเป็นภาชนะอุดด้วยจุกยางให้แน่น แต่จุกยางเจาะรูตรงกลางให้ทะลุ เพื่อเป็นทางถ่ายเทอากาศ โดยเอาสำลี อุดรูเป็นเครื่องกรองจุลินทรีย์ไม่ให้เล็ดลอคเข้าไป

จากสภาพกล้วยไม้ในขวดเพาะดังกล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่ากล้วยไม้ดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขสบายมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องกลัวแห้งเกินไปจนเหี่ยว เพราะความชื้นในขวดอาหารมีมากจนเกินพอ ไม่ต้องกลัวแฉะจนเน่าตาย เพราะไม่มีจุลินทรีย์ใด ๆ เข้าไป ทำให้เน่าได้ เรื่องโรคแมลงศัตรูกล้วยไม้ก็ไม่ต้องหวง เพราะเข้าไปไม่ได้แน่ ปุ๋ยก็ไม่ต้องใส่เพราะอาหารที่เราปรุงให้นั้นอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว สรุปแล้วกล้วยไม้ที่อยู่ในขวดนับว่าเป็นระยะที่เลี้ยงง่ายที่สุด ไม่ต้องรดน้ำใส่ปุ่ย ไม่ต้องป้องกันกำจัดศัตรู เพียงแต่ว่าวางขวดเอาไว้เฉย ๆ ให้ได้รับแสงในชายคา (รับแสงแดดโดยตรงมักจะร้อนเกินไปอาจตายได้) ป้องกันอย่าให้จุกเปียกน้ำหรือขยับเขยื้อน ซึ่งจะเป็นทางให้จุลินทรีย์เข้าไป เพียงเท่านี้ก็โตวันโตคืน

เมื่อกล้วยไม้ในขวดโตพอสมควร มีใบ มีรากดีแล้ว ก็เอาออกจากขวดได้ ในสมัยก่อนเอาออกแต่เล็ก แต่ในทุกวันนี้ สามารถเลี้ยงไว้ได้จนโตมาก ที่เรียกว่าโตจนคับขวด ทั้งนี้เพราะเทคนิคใหม่ ๆ ได้นำมาใช้ในการเลี้ยงกล้วยไม้ในขวดมากยิ่งขึ้น เช่น คุณภาพของวุ้นอาหาร การควบคุมสิ่งแวดล้อมและการย้ายลูกกล้วยไม้ที่ขึ้นหนาแน่นไป เลี้ยงในขวดอาหารใหม่ ซึ่งเรียกว่าการถ่ายขวด สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกกล้วยไม้ในขวดเจริญ เติบโตได้รวดเร็วขึ้นและโตได้จนคับขวด คือมีใบยาวได้ถึง 2 นิ้วฟุตหรือกว่านั้น กล้วยไม้ที่อยู่ในขวดนั้นมีสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกับอยู่นอกขวดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความชื้นและความสะอาด ขณะที่อยู่ในขวดกล้วยไม้จะอยู่ในสภาพที่มีความชื้นสม่ำเสมอคงที่ ครั้นมาอยู่ข้างนอกเมื่อรดน้ำใหม่ ๆ ก็ชื้นดี หลังรดน้ำไม่กี่ชั่วโมงก็จะเริ่มแห้งลง ๆ จนต้นกล้วยไม้เหี่ยว ครั้นรดน้ำเพิ่มบ่อย ๆ ก็มักจะเน่าตาย ทั้งนี้ เพราะสภาพภายนอก มิใช่จะสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ อย่างเช่นที่อยู่ในขวด ฉะนั้น เมื่อกล้วยไม้แฉะอยู่นาน ๆ เชื้อเหล่านี้ชอบความชื้นแฉะก็จะเจริญทำอันตรายแก่กล้วยไม้ได้มาก ที่เราพบว่ากล้วยไม้เน่าก็มาจากสาเหตุนี้เป็นข้อใหญ่ ฉะนั้น การรอดชีวิตของลูกกล้วยไม้ จะต้องอาศัยการปรับตัวของต้นกล้วยไม้เอง กับการปรับสิ่งแวดล้อม ให้เข้าหากันทีละน้อย ๆ

การปรับตัวของต้นกล้วยไม้นั้นเป็นเรื่องของกล้วยไม้ เราไปบงการจัดแจง ให้ไม้ได้ แต่ก็มีข้อที่ควรสนใจไว้ด้วยว่า สิ่งมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ถ้ามีขนาดเล็กมักจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ผิดไปจากเดิมได้รวดเร็วกว่าสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดโตกว่า เช่น ไก่เมืองหนาวจะปรับตัวให้อยู่ในเมืองร้อนได้เร็วกว่าหมู หมูเมืองหนาวก็ปรับตัวได้เร็วกว่าวัวเป็นต้น จะเห็นได้ว่าเราสั่งพันธุ์ไก่ พันธุ์หมู ทางยุโรปมาเลี้ยงในเมืองไทยได้ อย่างสบาย แต่เราไม่สามารถจะทำอย่างสบาย ๆ เช่นนี้กับวัว ต้นไม้ก็เหมือนกัน เราใช้เวลาไม่ถึงชั่วอายุคน ในการคัดพันธุ์ปรับปรุงพันธุ์ให้ผักเมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี กระหลํ่าดอก มาปลูกเลี้ยงในเมืองไทยได้อย่างสบาย แต่พืชพวกแอปเปิ้ลยังยากอยู่ และในพืชชนิดเดียวกันถ้าเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อมในขณะอายุน้อยต้นเล็กอยู่ก็จะปรับตัวได้ง่ายกว่าเมื่อมีอายุมากออกดอกออกผลแล้ว ไม่ต้องดูพืชอื่นไกล ดูที่กล้วยไม้ก็ได้ กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยซึ่งมีถิ่นกำเนิดทางแถบภาคเหนือของประเทศไทย ในที่มีอากาศหนาวเย็นกว่าภาคกลาง เมื่อชาวกรุงนำฟ้ามุ่ยลงมาเลี้ยงจึงมักจะตายเป็นส่วนใหญ่ มีน้อยต้นนักที่รอดอยู่ได้ ต้นที่รอดนั้นต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า ฟ้ามุ่ยต้นนั้นมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ปรับตัวได้เร็ว และคงจะขึ้นอยู่กับฝีมือการเลี้ยงดูฃองเจ้าของประกอบด้วย แต่ฟ้ามุ่ยที่เพาะเมล็ดในกรุงเทพ ฯ คือ เกิดในกรุงและเลี้ยงในกรุงจะเลี้ยงได้ง่ายกว่า ดังนี้เป็นต้น ถ้าพิจารณาในรายละเอียดลงไปอีก กล้วยไม้ที่เอาออกจากขวดเมื่อต้นมีขนาดเล็กจะปรบตัวได้เร็วกว่าต้นขนาดใหญ่จนคับขวด ทั้งนี้หมายถึงต้นเล็กที่มีรากแข็งแรงแล้ว แต่ที่เรานิยมปล่อยให้โตคับขวดจึงเอาออกนั้น เพราะว่าเมื่อปรับตัวได้แล้วจะเติบโตได้รวดเร็วกว่าพวกที่มีขนาดเล็ก กล้วยไม้เป็นพืชโตช้า วิธีใดที่จะทำให้โตเร็ว ๆ ได้ โดยไม่กระทบกระเทือนความแข็งแรงของกล้วยไม้ ก็มักจะกระทำกัน ความใจร้อนของนักกล้วยไม้ ในเรื่องนี้คงจะได้รับความเห็นใจ

คราวนี้หันมาพิจารณาเรื่องการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมให้เข้าหากล้วยไม้ อันเป็นเรื่องที่เราบงการจัดแจงได้ ซึ่งจะขอกล่าวถึงเป็นเรื่อง ๆ ไป

ความบอบช้ำ การเอากลว้ยไม้ออกจากขวดมาล้างมาปลูกนั้นย่อมมีการกระทบกระเทือนทำให้บอบช้ำไปบ้างทั้งต้น ใบและราก ยิ่งบอบช้ำมากเท่าไรกล้วยไม้จะยิ่งทรุดโทรมตั้งตัวได้ช้าเท่านั้น สมัยหนึ่งซึ่งเราไม่สามารถเลี้ยงกล้วยไม้จนโตคับขวดได้ เรานิยมใช้ลวดทำเป็นขอเกี่ยวต้นกล้วยไม้ออกมาทีละต้นสองต้น สมัยนี้จะยังคงทำเช่นเดิมก็ได้ แต่จะช้ำมากเพราะต้นใหญ่ขึ้น ต้องค่อย ๆ เกี่ยวดึงออกมาทีละต้น ๆ อย่างระมัด ระวัง แม้กระนั้นรากก็ยังหักขาดได้มาก หากกล้วยไม้มีรากยาวเกี่ยวพันกันยุ่งไปหมด ฉะนั้น การทุบขวดใกล้บริเวณปากขวดเพื่อเปิดปากให้กว้างขึ้น หรือกระทุ้งให้ก้นขวดหลุด (ใช้เหล็กเส้นแหย่เข้าไปข้างใน แล้วตอกให้ก้นหลุด) จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจแม้จะดูขาดศิลปะไปบ้างก็ตาม ราคาขวดใบหนึ่งก็ไม่มากน้อยไปกว่าราคากล้วยไม้ในขวดต้นหนึ่งสักเท่าใดนัก อย่าได้เสียดายเลย แต่ถ้าการค่อย ๆ เกี่ยวออกมาทีละต้น ๆ อย่างประณีตนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งของเจ้าของ ก็ไม่ขอขัดคอและยังถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการเล่นกล้วยไม้

ความสะอาด กล้วยไม้อยู่ในขวดนั้นรับรองได้ว่าสะอาด ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ ใด ๆ ทั้งสิ้น การใช้ยาฆ่าเชื้อกับลูกกล้วยไม้จึงไม่จำเป็น การฆ่าเชื้อจึงควรเพ่งเล็งไปที่เครื่องปลูก ภาชนะที่ใช้ปลูก และความสะอาดของน้ำรดกล้วยไม้เป็นสำคัญ ส่วนต้นกล้วยไม้ที่เอาออกจากขวดนั้น ก่อนปลูกจะต้องล้างเอาเศษวุ้นอาหารที่ติดอยู่ออกให้หมด หากยังมีหลงเหลืออยู่ ทั้งราและแบคทีเรียก็จะมากินวุ้นอาหารนี้ ซึ่งอันตรายก็จะมีไปถึงคนกล้วยไม้อย่างไม่ต้องสงสัย ฉะนั้นควรจะล้างสัก 2-3 น้ำ ให้สะอาดหมดจดและไม่บอบช้ำด้วย โดยทำดังนี้ เริ่มจากการเขี่ยกล้วยไม้ออกจากขวดใส่ในภาชนะเล็ก ๆ เช่น ขันขนาดขันอาบน้ำ โดยพยายามเขี่ยให้วุ้นติดออกมาน้อยที่สุด เสร็จแล้วค่อย ๆ ใส่น้ำลงไปจนเกือบเต็มขัน น้ำนี้ต้องสะอาด ถ้าใช้น้ำฝนได้ก็ดี เอามือกวนให้น้ำหมุนเบา ๆ ซึ่งจะช่วยให้วุ้นที่ติดต้นกล้วยไม้หลุดออก แล้วใช้มือช้อนต้นกล้วยไม้ขึ้น ใส่ลงไปในขันอีกใบหนึ่งที่มีน้ำอยู่แล้วเกือบเต็ม กวนน้ำให้หมุนเบา ๆ แล้วช้อนขึ้นใส่ตะแกรงพลาสติก จะใช้กระชอนกรองกะทิหรือตะกร้าพลาสติกใบย่อม ๆ ก็ได้ ใบกล้วยไม้ที่เป็นสีน้ำตาล หรือส่วนสีดำ ๆ ตามโคนต้น ให้ใช้มือหรือปากคีบดึงออกทิ้งให้หมด เสร็จแล้วนำลงล้างในน้ำอีกเป็นครั้งที่ 3  ถ้ายังไม่สะอาดดี ก็ล้างอีกน้ำหนึ่ง แล้วช้อนขึ้นใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ถ้ายังไม่มีเวลาปลูก จะเอาลูกกล้วยไม้เหล่านี้ใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ก่อนก็ได้โดยเปิดปากถุง และเก็บไว้ในร่ม แต่ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน ทางที่ดีเมื่อเอาออกจากขวด แล้วก็ควรปลูกเสียเลย

เรื่องความสะอาดของเครื่องปลูกก็ไม่ควรมองข้ามไปเสีย ลูกกล้วยไม้นี้ให้ปลูกลงในกระถาง 2 ขนาด คือขนาดปากกว้าง 3.5 ถึง 4.5 นิ้วฟุต พวกหนึ่ง ซึ่งกระถาง ใบหนึ่งจะปลูกกล้วยไม้ลงไปด้วยกันประมาณ 25 ถึง 40 ต้น เรียกว่า กระถางหมู่และกระถางขนาดปากกว้าง 1 ถึง 1.5 นิ้วฟุต ปลูกกระถางละ 1 ต้น เรียกว่า กระถางเจี๊ยบ หรือ กระถางนิ้ว เครื่องปลูกมีออสมันดา และถ่าน ความสะอาดที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ ออสมันดา ออสมันดาที่ใช้กับกระถางหมู่และกระถางนิ้วนี้ ขอแนะนำให้ต้มเสียก่อน โดยทำดังนี้ ออสมันดาที่ใช้กับกระถางหมู่ ให้ซื้อที่เขาตัดออกจากการอัด กระถางชึ่งมีเส้นสั้นบ้างยาวบ้างเรียกกันในตลาดว่า “เศษออส ฯ” ให้เอามาแช่น้ำล้างให้สะอาด โดยแช่น้ำค้างคืนเอาไว้ แล้วนำไปต้มให้เดือดประมาณ 15 นาที รินน้ำออก ล้างด้วยน้ำสะอาดจนน้ำใส หรือเป็นสีชาอ่อน ๆ เอาไปผึ่งแดดให้แห้งจนกรอบ แล้วห่อผ้าขณะยังกรอบอยู่ ใช้ไม้ทุบเบา ๆ ให้หักเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณ 2-3 เซ็นติเมตร เอาออกมาฝัดหรือร่อนเอาผงและชิ้นเล็กเกินไปออก เก็บใส่กระป๋องไว้ใช้ต่อไป

กระถางนิ้วนั้น ขอแนะนำให้ซื้อที่เขาอัดออสมันดาไว้เสร็จแล้ว จริงอยู่จะอัดเองก็ได้ แต่ถ้าไม่ชำนาญพอ ดูจะไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป กระถางเจี๊ยบอัดออสมันดานี้ ให้เอามาแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วต้มทั้งกระถางให้เดือดประมาณ 15 นาที แล้วล้างน้ำ แบบเดียวกับต้มเศษออส ฯ เมื่อสะอาดดีแล้ว เรียงใส่ถาดสำหรับวางกระถางนิ้ว ผึ่งให้แห้ง เก็บไว้ใช้ได้ต่อไป



Comments are closed.

This entry was posted on October 8, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.