การเลือกพรรณไม้จัดสวน

PLANTSELECTION

การเลือกพรรณไม้สำหรับการจัดสวนให้ถูกต้อง จะทำให้การจัด, ตกแต่งและการดูแลรักษาสวนง่ายขึ้น สวนจะมีลักษณะสวยงามเมื่อมีต้นไม้ที่เหมาะสมกับสถานที่นั้น ซึ่งการเลือกชนิดของพรรณไม้ต่าง ๆ ต้องทราบถึงรายละเอียดทั่ว ๆ ไปดังนี้.-

อุณหภูมิ (temperature)

ต้นไม้ชอบอุณหภูมิสูง, กลาง หรือต่ำ

น้ำ (water)

ต้นไม้ต้องการน้ำค่อนข้างแห้ง หรือชื้นมาก

การระบายน้ำเร็วหรือช้า

ความชื้นในอากาศ

แสง (light)

ร่มทั้งวัน

แสงที่ผ่านการกรอง

แสงครึ่งวัน, ร่มครึ่งวัน

แดดเต็มวัน

ดิน(Soil)

ดินที่อุดมสมบูรณ์

ดินทราย หรือหิน

ดินเหนียว

ดินที่เป็นกรด

ดินที่เป็นด่าง

ดินที่ปรุงเป็นพิเศษ

ขนาดของต้นไม้ (Height)

ไม้คลุมดิน สูงไม่เกิน .38 เมตร

ไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ .90 เมตร

ไม้พุ่มกลาง สูงประมาณ 1.80 เมตร

ไม้พุ่มสูง สูงประมาณ 3.00 เมตร ไ

ม้ยืนต้นขนาดเล็ก (ไม้พุ่มสูง)    6.00 เมตร

ไม้ยืนต้นขนาดกลาง 15.00 เมตร

ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เกินกว่า 15 เมตรขึ้นไป

ไม้เลื้อยทั่วไป 3.00 เมตร

ระยะปลูกระหว่างต้นหรือทรงพุ่ม (Spacing)

ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ปลูกและขนาดของต้นไม้ ถ้าอยู่ในเนื้อที่พอไม่เบียดเสียดกัน ต้นไม้ก็จะเติบโตได้ขนาดเต็มที่เหตุที่ต้องคำนึงถึง Spacing เพราะจะได้กำหนดตำแหน่งต่าง ๆ ของต้นไม้ได้ถูกไม่ให้แออัดเกินไปหลังจากปลูกเพียงปี 2 ปี

การเจริญเติบโต (Rate of Growth)

ขนาดของต้นไม้และการเจริญเติบโตจะแสดงให้เห็นชัดถึงลักษณะของต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับที่อยู่อาศัย ซึ่งจำเป็นต้องทราบในการเลือก และจัดต้นไม้โดยคิดถึงสภาพต้นไม้เหล่านี้ในระยะ 5, 10, หรือ 20 ปีข้างหน้า ก็เหมือนกับการปลูกไม้ดอกที่เราคาดไว้ว่าจะให้ดอกอีกกี่เดือนข้างหน้า แต่ไม้ยืนต้นและไม่พุ่มนั้นกว่าจะให้ลักษณะทรงพุ่มที่สมบูรณ์เต็มที่ก็ใช้เวลานานนับปี ดังนั้นการวางแปลนสำหรับต้นไม้จึงจำต้องคิดถึงการเจริญเติบโตของต้นไม้ ด้วยว่าโตช้า,โตเร็ว หรือปานกลาง เพื่อจัดวางให้พอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงใหม่ภายหลัง

การหาต้นไม้ที่มีขนาดโตมาก ๆ แล้วมีจำนวนจำกัด เพราะมีต้นไม้น้อยชนิดที่จะทนต่อการเคลี่อนย้ายได้ แต่ก็ควรมีบางจุดที่สำคัญในแปลนที่ใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณด้วย ควรปลูกไม้เล็กจะดีกว่าเพราะจะเจริญเติบโตเร็วในเวลาไม่กี่ปี อีกทั้งไม่ชงักการเจริญเติบโต เนื่องจากการเคลื่อนย้ายและการปลูก

รูปทรงตามธรรมชาติ (Natural form)

ลักษณะรูปทรงของต้นไม้นั้นขึ้นอยู่กับข้อมูล 2 อย่างคือ

1. ลักษณะตามธรรมชาติของต้นไม้

2. ลักษณะที่ปรับตัวเนื่องจากการสภาพแวดล้อม

ถ้าจะกล่าวถึงลักษณะของต้นใม้จริง ๆ แล้วต้องทราบถึงตำแหน่งที่ปลูกและสภาพแวดล้อมเพราะถึงแม้ต้นไม้จะเป็นชนิดเดียวกันก็ตามลักษณะก็อาจจะแตกต่างกันก็ได้

การเลือกรูปทรงของต้นไม้ควรพิจารณาดังนี้.-

1. วิเคราะห์ลักษณะรูปทรงที่แท้จริง

2. เลือกชนิดของต้นไม้ที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปตามที่เราต้องการ

3. ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อที่จะบังคับต้นไม้ให้เป็นไปตามที่ต้องการ

ลักษณะผิวสัมผัสของทรงพุ่ม (Texture of Foliage)

1. การเลือกลักษณะทรงพุ่มของต้นไม้แต่ละชนิดให้ดูเรื่องความหยาบ, ละเอียดของทรงพุ่มด้วย เพื่อที่จะให้ตรงตามจุดประสงค์ในการออกแบบ เช่นบริเวณริมน้ำต้องการไม้ที่ผิวสัมผัสละเอียดนุ่มนวล ก็ควรเลือกพันธุ์ไม้ที่มีใบเล็กฝอย หรือยาว เช่น หลิว, นนทรีย์ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะทรงพุ่มที่ละเอียด

บางแห่งต้องการผิวสัมผัสที่หยาบเพื่อต้องตัดกับตัวอาคารก็ควรเลือกพรรณไม้ที่มีใบหยาบ, ใหญ่ เช่น หูกวาง, ทองหลาง เป็นต้น

นับว่าลักษณะผิวสัมผัสหยาบหรือละเอียดเป็นส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องทราบในการเลือกพรรณไม้ ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละสถานที่ ส่วนการแบ่งแยกเรื่องผิวสัมผัสของพรรณไม้นั้นใช้สายตา เป็นเครื่องกำหนดโดยจะดูจากส่วนรวมของพุ่มใบ ถ้าใบฝอยเล็กก็ถือเป็นผิวสัมผัสละเอียด ถ้าใบใหญ่กว้าง ก็ถือเป็นผิวสัมผัสหยาบ ที่จริงแล้วความเป็นจริงของผิวสัมผัสอาจจะตรงข้ามกับสายตาที่มองเห็นก็ได้เช่น หญ้าญี่ปุ่น มองดูแล้วเป็นผิวสัมผัสละเอียดเพราะใบเล็กฝอย ดูนุ่มนวลละเอียดดี แต่เมื่อลองจับหรือที่นั่งบนหญ้าญี่ปุ่นนั้นแข็งกระด้าง ดังนั้นเมื่อจะลองแบ่งแยกเรื่องผิวสัมผัสหยาบหรือละเอียดก็ควรที่จะใช้สายตาเป็นเครื่องตัดสินเท่านั้น

สี (Color)

เรื่องของสีนับว่าเป็นในการจัดแต่งสวนให้มีเสน่ห์ และมีชีวิตชีวาได้  เช่น สีของใบ และดอก เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการเลือกพรรณไม้ด้วย และเป็นส่วนสำคัญที่ไมควรจะมองข้ามในการเลือกต้นไม้ทุกครั้งไป การเลือกสีของพรรณไม้ภายในสวนถ้าจะให้สวยงามตามที่ต้องการควรเลือกสีเป็นกลุ่ม ๆ เช่น สีร้อนมีสีแดง เหลือง ส้ม ฯลฯ หรือสีที่เย็น ม่วง คราม น้ำเงิน ฯลฯ โดยให้ใช้พรรณไม้ที่มีใบหรือดอกนั้น ๆ นอกจากว่าบางจุดเราต้องการให้เด่นสดุดตา อาจใช้สีสด ๆ ท่ามกลางสีเย็น ๆ หรือสีเขียวของใบไม้ได้ แต่อย่าทำจุดเด่นให้มากเกินไปภายในสวน เพราะจะทำให้แข่งกันระหว่างแต่ละจุด สวนก็จะหมดคุณค่า เนื่องจากมีสีสรรที่ผสมกันมากเกินไป

การเลือกพรรณไม้

ในการออกแบบจัดสวน นักออกแบบควรรู้จักต้นไม้ที่จะนำมาใช้ในการออกแบบเป็นอย่างดี กล่าวคือต้องทราบถึง

รูปลักษณะตามธรรมชาติ (natural form) หมายถึง รูปทรงธรรมชาติที่ไม่มีการตัดแต่ง หรือ ถูกสิ่งใดทำให้ผิดไปจากปกติ โดยเฉพาะไม้ยืนต้น นักออกแบบจำเป็นต้องเลือกรูปทรง (form) ให้เหมาะสมกับอาคารสถานที่และรูปร่างของพื้นที่ โดยเลือกจากต้นไม้ที่มีรูปลักษณะต่าง ๆ กันออกไป เช่น ทรงกระบอก (Column) รูปทรงแผ่กว้าง หรือคล้ายร่ม (Spreading or Umbrella) ทรงกิ่งก้านไม่แน่นอน (Open Headed) รูปปิระมิด (Pyramidal) รูปทรงไข่หรือกลม (Globe) รูปทรงกลมกิ่งก้านห้อยลง (Weeping) ยอดกลมมนเห็นขอบชัด (Rounded Top) รูปทรงชลูดแคบมาก (Fast-i- giate) เป็นต้น

ขนาดความสูง (height) หมายถึง ความสูงที่ต้นไม้โตเต็มที่ตามธรรมชาติ ภายใต้การเลี้ยงดู ในสถานที่เหมาะสม เพราะในการออกแบบ นักออกแบบจะต้องทราบถึงความสูงของต้นไม้ที่โตเต็มที่แล้ว เพื่อหาจังหวะในการจัดให้เกิดความสวยงาม โดยมีระดับความสูงต่ำของต้นไม้แตกต่างกัน

ขนาดทรงพุ่ม (Spacing) หมายถึง อาณาเขตที่พุ่มใบแผ่ปกคลุมไปถึง ทำให้ต้นไม้แต่ละต้นต้องการเนื้อที่ที่เหมาะสม เพื่อให้มีการเจริญตามปกติ และมีรูปลักษณะถูกต้องตามธรรมชาติ ขนาดรูปทรงพุ่มนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะจะทำให้ทราบถึงระยะที่สมควรเว้นไว้ในการปลูกต้นไม้แต่ละชนิด

การเจริญเติบโต (Rate of Growth) หมายถึง ความสามารถในการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด เมื่อเปรียบเทียบกับต้นไม้ทั่ว ๆ ไป และเนื่องจากการจัดสวนเป็นงานศิลปที่ต้องอาศัยเวลาพอสมควร เพื่อที่จะได้ต้นไม้โตเต็มที่ ดังนั้น ถ้าสถานที่บางแห่งจำเป็นต้องใช้ต้นไม้ที่โตพอสมควรในช่วงระยะเวลาที่สั้น นักออกแบบก็สามารถเลือกพืชที่มีการเจริญเติบโตเร็วมาใช้หรือถ้าบางแห่งที่ต้องการควบคุมความสูงและรูปทรง ก็ควรเลือกพืชที่มีการเจริญเติบโตช้า

คำแนะนำในการใช้ประโยชน์ (Comments for usage) เนื่องจากต้นไม้แต่ละประเภท มีประโยชน์ในลักษณะต่างๆ กัน

สำหรับไม้ยืนต้น เนื่องจากมีหลายรูปลักษณะ มีความสูงหลายระดับ และมีทั้งประเภทใช้ใบประดับ (FoliageTree) และใช้ดอกประดับ (Flowering Tree) จึงใช้ประโยชน์หลายอย่างเช่น ให้ร่มเงา, กำบังลม, กรองเสียง, กรองฝุ่น, เป็นจุดสนใจในที่โล่ง, เป็นฉาก (background) หรือใช้ตกแต่งสวน เป็นต้น

ไม้พุ่ม มีความสูงหลายขนาด และใช้เป็นทั้งใบประดับและดอกประดับ ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นฉากกั้น กำบังลม กำหนดขอบเขตของทางเดิน เป็นต้น

ไม้เถาเถื้อย มีคุณลักษณะประจำตัวคือ การเลื้อยนั่นเอง เราจึงใช้ประโยชน์อย่างมากในหลายกรณี เช่น เลื้อยทำรั้วสำหรับบังสายตา, เลื้อยปกคลุมและปิดบังสิ่งที่ไม่ต้องการให้เห็น, ปลูกเลื้อยบนร้าน เป็นร่มบังแดด หรือกันลมกันฝุ่น, ปลูกและตกแต่งให้เป็นพุ่มเหมือนไม้พุ่มทั่วๆ ไป, หรือจะปลูกให้เลื้อยไปตามดินแทนไม้คลุมดินก็ได้, ไม้เลื้อยมีดอกที่มีรูปร่างสีสรรสวยงามต่าง ๆ กัน ดอกบางชนิดจะเป็นช่อตั้งขึ้น บางชนิดเป็นช่อห้อยลง และส่วนมากไม้เลื้อยมักจะมีกลิ่นหอม จึงทำให้บรรยากาศภายในสวนสวยงาม และมีเสน่ห์มากขึ้น

ไม้คลุมดินที่ดีควรมีคุณสมบัติเจริญเติบโตคลุมพื้นที่ได้เร็ว แต่การใช้ประโยชน์จริงๆ ต้องพิจารณา ในหลายด้านตามจุดประสงค์ในการใช้เช่นใช้ประกอบต้นไม้ชนิดอื่นเพื่อให้ครบลักษณะสูง กลาง ต่ำ ใช้แทนหญ้าปลูกบริเวณที่ร่มโคนต้นไม้ใหญ่ หรือแทนหญ้าในอาคาร, ใช้ปลูกตามที่ลาดชัน (slope) เพื่อกันการกัดเซาะพังทลายของดิน ใช้ปลูกรักษาความชื้นผิวหน้าดิน, ใช้ปลูกเพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสด ใช้กันไม่ให้คนเดินผ่าน หรือใช้เป็นไม้กระถางประดับอาศัยความงามจากดอกใบ

พันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่มีดอกให้ประโยชน์ในการตกแต่งสถานที่ในแง่ความสวยงาม ดังนั้น นักออกแบบจึงควรทราบถึงสีและช่วงเวลาบานของดอก (timing) เมื่อคัดเลือกกลุ่มสีของดอกไม้และกะเวลาบานของดอกไม้ให้พร้อมกันหรือต่อเนื่องกันได้ ส่วนพันธุ์ไม้ที่ใช้ประโยชน์จากความงามของใบ ควร ทราบถึงสีของใบและลักษณะผิวสัมผัส (texture) หรือดอกหยาบ, ละเอียดของลักษณะใบ โดยอาศัยสายตาเป็นเครื่องตัดสิน ซึ่งโดยมากต้นไม้ที่มีผิวสัมผัสละเอียด มักจะมีใบเล็กหรือผอมยาวเรียว เช่น หางนกยูง, ปาล์มไผ่ ส่วนพวกที่มีผิวสัมผัสหยาบมักเป็นต้นไม้พวกที่มีใบใหญ่ เช่น หูกวาง, ยางอินเดีย ความหยาบหรือละเอียดในที่นี้อาศัยสายตาในการออกแบบเป็นสิ่งตัดสิน เพื่อจัดกลุ่มของพรรณไม้ ในแต่ละการออกแบบให้ตรงตามจุดมุ่งหมาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ไม้ที่มีผิวสัมผัสละเอียดในแง่ของการออกแบบ อาจจะแข็งกระด้างก็ได้แม้จะมีใบเล็กก็ตาม เช่น หญ้าญี่ปุ่น

ไม้ยืนต้น (Tree) การพิจารณาว่าพืชต้นไหนเป็นไม้ยืนต้น (Tree) หรือไม้พุ่มนั้น บางทีทำได้ยาก เพราะไม้ยืนต้นที่ถูกไฟไหม้, ลูกเห็บ, น้ำท่วม, สัตว์แทะเล็ม หรือจากสาเหตุอนอีกมากมาย จะดูเหมือนเป็นไม้พุ่มได้ และไม้พุ่มบางต้นก็สามารถเจริญเหมือนไม้ยืนต้นได้ อย่างไรก็ดีพอจะอธิบายได้ว่า ไม้ยืนต้น พืชที่มีเนื้อไม้ (woody plant) ซึ่งเจริญจากตายอด จึงสามารถเจริญสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มีลำต้นที่เจริญเติบโตเต็มที่ลำต้นเดียว มีทรงพุ่มอยู่ตรงยอด ความสูงอย่างต่ำ 2.4 เมตร

ไม้พุ่ม (Shurb) เป็นไม้ที่มีลำต้นตั้งตรงเป็นอิสระโดยไม่ต้องอาศัยต้นไม้อื่น มีเนื้อไม้(Woody plant) อายุอยู่ได้นานปี มักจะแตกกิ่งก้านแขนงออกมาในระดับต่ำไม่สูงจากพื้นนัก รูปทรงเป็นพุ่ม กลม หรือสามารถตัดแต่งเป็นพุ่มต่าง ๆ ได้

ไม้เถาเลื้อย (Vines) เป็นพืชที่เจริญได้ทุกทิศทาง อาศัยวัตถุอื่นปีนป่าย มีทั้งไม้ล้มลุก (her­baceous) และมีเนื้อไม้ (woody) ซึ่งพวกมีเนื้อไม้อาจเรียกว่า ไม้พุ่มเลื้อย (climbing shrubs)ไม้พวกนี้จะพันหรือเกาะตัวเองกับพืชอื่น หรือสิ่งค้ำจุนหรือไม่ก็เลื้อยไปกับดิน

ไม้คลุมดิน (Ground covers) พืชคลุมดินในความหมายกว้าง ๆ ก็หมายถึง พืชอะไรก็ได้ที่ใช้คลุมดินได้ อาจหมายถึง moss จนกระทั่งถึงป่าสน ในแง่ของพืชสวนนั้น หมายเฉพาะถึงพืชคลุมดิน ที่มีต้นเตี้ย (low growing plants) และอยู่ในกลุ่มก้อนติด ๆ กัน อาจจะเป็นที่ที่อยู่ติดกับสนามหญ้า หรือติดกับที่ว่าง แต่ทำให้ที่ที่นั้นดูสวยงาม

ไม้ยืนต้น ในการออกแบบสถานที่กว้างๆ นั้น มักจะใช้เป็นไม้หลักในการวางแผนเบื้องต้น โดยให้ประโยชน์ได้ทั้งให้ร่มเงา กรองเสียง กรองฝุ่น เป็นจุดสนใจในที่โล่ง เป็นฉาก ฯลฯ

สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ไม้ยืนต้น คือ

1. เป็นพืชผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ

2. รูปลักษณะตามธรรมชาติ

3. ความสูงเมื่อต้นไม้โตเต็มที่

4. ขนาดทรงพุ่ม

5. สีของดอกและฤดูการออกดอก

6. สีของใบและผิวสัมผัส

7. การเจริญเติบโต

8. คำแนะนำสำหรับต้นไม้แต่ละต้น

ไม้พุ่ม เป็นไม้หลักที่สองรองจากไม้ยืนต้น เพื่อให้ขอบเขต ทิศทาง หรือเน้นจุดสนใจต่างๆ สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกไม้พุ่ม คือ

1. ขนาดของต้นไม้

2. รูปลักษณะตามธรรมชาติ

3. ความสูง

4. ขนาดของทรงพุ่ม

5. สีของดอกและฤดูการออกดอก

6. สีของใบและผิวสัมผัส

7. การเจริญเติบโต

8. คำแนะนำ

ไม้เลื้อย เป็นไม้ที่น่าสนใจมาก ซึ่งนอกจากจะใช้ประโยชน์ได้หลาย ๆ ด้าน เช่น ทำรั้ว หรือเป็นร่มบังแดด กันลม กันฝุ่น ฯลฯ ไม้เลื้อยยังมีลักษณะที่ดีเด่น คือ ให้ความรู้สึกที่อ่อนช้อยและมีการเคลื่อนไหว ไมเลื้อยส่วนใหญ่มักจะมีดอกที่สวยงามและมีกลิ่นหอม จึงช่วยให้บรรยากาศของสวนสวยงาม และมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรพิจารณาในการเสลือกใช้ไม้เลื้อยคือ

1. ขนาดของต้นไม้

2. สีดอกและฤดูการออกดอก

3. สีใบและผิวสัมผัส

4. การเจริญเติบโต

5. คำแนะนำ

ไม้คลุมดิน ใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น ปกปิดผิวหน้าดิน ป้องกันการกัดเซาะพังทลาย ฯลฯ การเลือกไม้คลุมดินควรพิจารณาถึง

1. ลักษณะของลำต้นว่าเป็นประเภทต้นเลื้อยหรือต้นตั้ง

2. ความสูง

3. สีดอกและฤดูการออกดอก

4. สีใบและผิวสัมผัส

5. ความทนต่อแสง

6. การเจริญเติบโต

7. คำแนะนำ



Comments are closed.

This entry was posted on July 6, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.