การออกแบบตกแต่งบริเวณ

การออกแบบตกแต่งบริเวณ เป็นการใช้ความคิดในการเลือสรรวัสดุเพื่องานศิลปะให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความงาม โดยผู้ออกแบบจะต้องรู้จักวางแผนเลือกใช้วัสดุให้สอดคล้องกับรูปแบบที่คิดสร้างสรรรค์ ด้วยการจัด องค์ประกอบที่มีลักษณะ 2 และ 3 มิติ เข้าด้วยกันอย่างมีหลักการ

ความจำเป็นที่ต้องมีการออกแบบตกแต่งบริเวณ

งานออกแบบไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะประเภทใดที่ต้องการความงาม ก่อนลงมือทำจะต้องมีการร่างแบบแปลนเสียก่อน เพื่อให้ได้รูปแบบที่มีความงาม มีคุณค่าและประโยชน์ใช้สอย ผู้ออกแบบจะต้องถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดเป็นรูปแบบให้ผู้อื่นทราบ โดยการใช้เส้น สี รูปทรง ผิว และช่องว่าง เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นการวางโครงร่างของงานให้ถูกหลักศิลปะก่อนลงมือทำ

การจัดองค์ประกอบของการออกแบบตกแต่งบริเวณ

การออกแบบตกแต่งบริเวณให้มีความสวยงามถูกหลักศิลปะ ผู้ออกแบบจะต้องศึกษาหลักการออกแบบ และการจัดองค์ประกอบของการตกแต่งบริเวณให้เข้าใจเสียก่อน ว่าใช้วัสดุอะไร หาได้ที่ไหน จัดวางรูปแบบอย่างไร จึงจะมีความเหมาะสมกลมกลืนกัน การจัดองค์ประกอบของการตกแต่งบริเวณนั้นคือ การที่ผู้ออกแบบอาจใช้ต้นไม้กับก้อนหิน หรือใช้ต้นไม้ตั้งแต่สองต้นขึ้นไป นำมาจัดวางบนพื้นสนามให้เป็นกลุ่ม ผู้ออกแบบจะต้องใช้ความคิดเลือกสรรส่วนประกอบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความงาม โดยอาศัยหลักของธรรมชาติเป็นแนวคิด

การจัดองค์ประกอบ หมายถึง การจัดส่วนประกอบของเส้น สี รูปทรง ผิว ช่องว่างของวัสดุ แล้วนำมาประกอบใหม่ให้มีรูปทรงที่งดงามด้วยความคิดสร้างสรรรค์ของมนุษย์ เช่น การนำเอาก้อนหินหนึ่งก้อนมาจัดวางร่วมกับต้นไม้หนึ่งหรือสองต้นให้เป็นกลุ่มตามหลักศิลปะ ก็จะได้องค์ประกอบของการจัดที่มีความงาม (ดูภาพการจดองค์ประกอบ)

การจัดองค์ประกอบของการจัดสวนตกแต่งบริเวณ

ส่วนมูลฐานที่สำคัญของการออกแบบ

การออกแบบจะต้องประกอบด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง ช่องว่าง ผิว และสี ผู้ออกแบบจะต้องเข้าใจลักษณะ และคุณค่าของส่วนมูลฐานที่สำคัญในการออกแบบ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดความงดงามได้

การออกแบบจัดสวนตกแต่งบริเวณ ผู้ออกแบบจะต้องนำเอาส่วนประกอบเหล่านี้มาออกแบบ เพราะส่วนประกอบต่าง ๆ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบ ก่อนออกแบบจะต้องสำรวจดูสภาพของอาคารและพื้นที่บริเวณที่จะจัดเสียก่อนว่ามีลักษณะอย่างไร สมควรจะเริ่มต้นด้วยการยึดจุดที่ดีที่สุดของบริเวณนั้น เช่น จะเริ่มจากอาคาร หรือเริ่มจาก ต้นไม้ที่เด่นของบริเวณนั้นดี

เส้น (LINE)

การใช้เส้นออกแบบจัดสวนตกแต่งบริเวณถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเส้นทำให้เกิดรูปแบบ ทิศทาง  เส้น มีหลายลักษณะ และมีความหมายแตกต่างกันออกไป เส้นตรงจะแสดงถึงระยะในแนวตรงทั้งสั้นและยาว เส้นตรงแบ่งออกได้ 3 ลักษณะ คือ

เส้นตั้ง ให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง และสูง

เส้นนอน ให้ความรู้สึกสงบ แนวราบ กว้าง และต่ำ

เส้นทแยง ให้ความรู้สึกเร็ว โน้มเอียง และลาดเท

การออกแบบจัดสวนตกแต่งบริเวณ ย่อมจะมีความแตกต่างจากการออกแบบทั่วๆ ไป การที่จะนำเส้นไปใช้ในการออกแบบจัดสวนตกแต่งบริเวณนั้น สามารถนำเส้นมาใช้ได้บ้าง เช่น เส้นตั้ง เส้นนอน เส้นโค้ง และเส้นทแยง

เส้นตั้ง การใช้เส้นตั้งออกแบบจัดสวน ผู้ออกแบบจะเน้นความสูงของส่วนประกอบ มักจะใช้กับสวนไม้ประดับ แบบตะวันตก เช่น ความสูงของต้นไม้ที่ปลูกเป็นแถวหรือมีช่วงจังหวะ ได้แก่ ปาล์มขวด ต้นสน ต้นอโศกอินเดีย หรือถ้าเป็นไม้พุ่มก็จะตัดแต่งรูปทรงเป็นเหลี่ยมสูง ต้นไม้ที่มีลักษณะแนวตั้งและต้นเล็กก็มีต้นวาสนา ดราซีนา หมากเหลือง-เขียว ต้นไผ่เลี้ยง ฯลฯ

ถ้าไม่ปลูกต้นไม้ที่ให้ความสูง ก็จะสร้างกระถางอิฐหรือก้อนหินเป็นกล่องสี่เหลี่ยมชนิดต่างๆ แล้วปลูกพันธุ์ไม้เลื้อย ปลูกพันธุ์ไม้ให้เลื้อยคลุมดินหรือห้อยย้อยลงมายังส่วนล่างลงสู่พื้น บางทีอาจใช้ก้อนหินที่มีความสูงมาตั้งกับพื้นสนาม แล้วปลูกต้นไม้ประกอบ หรือการเน้นเส้นตั้งด้วยการติดตั้งเสาไฟที่มีโคมบนพื้นสนาม แล้วปลูกไม้คลุมดินที่โคนเสาไฟ เพื่อเป็นองค์ประกอบหรือเพื่อลดความสูงของเสาไฟ

เส้นนอน การใช้เส้นนอนในการออกแบบตกแต่งบริเวณ หมายถึง การออกแบบที่ต้องการเน้นความเรียบ ความกว้างด้วยการใช้เส้น เช่น การปลูกต้นไม้ประเภทต้นขาไก่ให้เป็นแถวยาว ตัดแต่งให้มีลักษณะเหมือนเส้นนอน เพื่อแสดงขอบเขตหรือใช้เพื่อลดความสูงของต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ กันด้วยวิธีลวงตา หรือสร้างเป็นบ่อน้ำสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยก้อนหินแบบสวนตะวันตก สร้างทางเท้า สร้างกระถางปลูกต้นไม้ดอกริมทางเท้า เป็นต้น

เส้นโคง การใช้เส้นโค้งออกแบบตกแต่งบริเวณนั้น เส้นโค้งมีความสำคัญและต้องใช้มาก เพราะการใช้เส้นโค้งจะช่วยลดความแข็งกระด้างของสวนไม้ประดับ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือตัวอาคารที่มีเส้นนอนกับเส้นตั้งมาก เช่น การออกแบบทางเท้าที่คดโค้งไปมาในสนามหญ้า หรือเส้นคดโค้งของขอบสระน้ำที่ประกอบสวนที่มีรูปทรงอิสระ ปลูกต้นไม้โดยการตัดแต่งให้เป็นพุ่มกลม ปลูกเป็นแถวโค้ง ฯลฯ

เส้นทแยง การออกแบบจัดบริเวณนั้นจะนำเส้นทแยงมาใช้น้อยมาก เพราะเส้นทแยงจะให้ความรู้สึกเอียง ลาด ขัดแย้งกับเส้นนอนและเส้นตั้ง เส้นทแยงมักจะนำมาจัดตกแต่งบริเวณสวนแบบประดิษฐ์หรือแบบจินตนาการ มากกว่าแบบธรรมชาติ เช่น ปลูกต้นไม้ลงแปลงสลับสีให้เป็นทรงสามเหลี่ยมและสี่เหลี่ยมแบบเรขาคณิต หรือปลูก ต้นสนและไม้พุ่มแล้วตัดแต่งเป็นทรงสามเหลี่ยม การจัดสวนที่ใช้เส้นทแยงนี้มักจะใช้กับสวนแบบตะวันกกมากที่สุด

รูปทรง (FORM)

การจัดสวนไม้ประดับเพื่อตกแต่งบริเวณ รูปทรงเป็นสิ่งสำคัญต่อการออกแบบในการจัด เช่น

1. รูปทรงแบบแปลนของสวน จะจัดแบบธรรมชาติหรือแบบประดิษฐ์

2. รูปทรงของทางเดินในสวน

3. รูปทรงของต้นไม้ที่นำมาปลูกประดับ

4. รูปทรงของก้อนหิน แผ่นหิน กรวด

5. รูปทรงของสระน้ำ สะพาน ศาลา โต๊ะ-เก้าอี้สนาม ไฟสนาม

6. รูปทรงประติมากรรมที่นำมาจัดต้องเหมาะสม และเสริมให้เกิดความกลมกลืนกัน

การออกแบบจัดสวนไม้ประดับเพื่อตกแต่งบริเวณ ควรจัดแบ่งพื้นที่ของบริเวณให้เป็นสัดส่วน มีที่โล่ง หมายถึง พื้นที่สำหรับปลูกหญ้าหรือพื้นสระน้ำและลำธารที่เป็นบริเวณกว้าง และควรจะมีพื้นที่ทึบเป็นป่าไม้ขนาดเล็ก มีเนิน ดินที่ทำเป็นภูเขา ปลูกไม้ใบและไม้ดอกทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ (ถ้าพื้นที่กว้างมาก)

การใช้รูปทรงต่าง ๆ จัดทำสวนไม้ประดับตกแต่งบริเวณดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ละส่วนประกอบถือว่ามีความสำคัญทั้งสิ้น การนำรูปทรงแต่ละอย่างไปใช้ ผู้ออกแบบจะต้องระวังในเรื่องความกลมกลืน ความแตกต่างขัดแย้งกัน อย่าให้มากเกินไป เพราะจะไม่เสริมให้เกิดความงาม

สี (COLOR)

การจัดสวนตกแต่งบริเวณ จะให้เกิดความงามแลดูเด่นสะดุดตาต่อผู้พบเห็นได้นั้น ผู้ออกแบบจะต้องใช้สีของดอกไม้ ใบไม้ ก้อนหิน กรวด ทราย และหญ้าเข้าไปจัดตกแต่ง ผู้ออกแบบจะต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการใช้สี ทฤษฎีสีพอสมควร การใช้สีกับสวนไม้ประดับจะไม่ยุ่งยากเหมือนกับการใช้สีทางศิลปะแขนงอื่น ๆ ไม่ต้องนำสีมาผสมกัน ธรรมชาติจะจัดไว้ให้หมด ผู้ออกแบบเป็นเพยงผู้เลอกใช้ให้เหมาะทมและเป็นธรรมชาติมากที่ทดเท่านั้น จะไม่ใช้ สีมาระบายที่วตธุฟ้าหรบใช้จดอย่างเด็ดขาด เพราะทำให้เสียคุณค่าทางความงามตามธรรมชาติ การจัดควรจะใช้สีของดอกไม้ ใบไม้ ก้อนหิน กรวด ที่เป็นธรรมชาติอยู่แล้วเท่านั้น เพราะสีของใบไม้ ดอกไม้ ซึ่งมีทั้งสีแดง เหลือง เขียว ขาว ส้ม ชมพู และม่วง นอกจากจะเลือกสีของต้นไม้แล้วจะต้องเลือกรูปทรงของใบ รูปทรงของต้น ทรงพุ่ม ประเภทไม้ใบที่นิยมใช้จัดสวนตกแต่งบริเวณ ได้แก่ โกสน ต้นแสงจันทร์ หมากผู้หมากเมีย สาวน้อยประแป้ง เล็บครุฑ แอหนัง ซองออฟอินเดีย ดราซีนา การะเกดหนู เศรษฐีไซ่ง่อน อากาเว ฯลฯ

การจดสวนตกแต่งบริเวณ ควรใช้ไม้ใบปลูกสลับไม้ดอก หรือถ้าใช้ไม้ใบควรให้มีหลายสี หลายลักษณะ เพื่อให้เกิดความแตกต่างในเรื่องสีและรูปแบบของต้นไม้จึงจะดูไม่เบื่อตา

ลักษณะพื้นผิวของวัตถุ (TEXTURE)

การจัดสวนไม้ประดับที่ดี ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงพื้นผิวของวัตถุต่างๆ ที่นำมาจัด เช่น พื้นผิวของสนามหญ้า ที่มีทั้งหญ้าญี่ปุ่น หญ้านวลน้อย หญ้ามาเลเซีย ซึ่งหญ้าแต่ละอย่างจะมีผิวที่ทำให้เกิดความงามต่างกันออกไป มีทั้งผิวอ่อนนุ่มละเอียดจนถึงหยาบกระด้าง จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานที่ หญ้าแต่ละชนิดมีทั้งชนิดที่ชอบแดดจัดและชอบแสงรำไร นอกจากนี้ยังมีผิวของก้อนหิน กรวด และทราย ที่นำมาใช้จัด ถ้านำมาใช้จำนวนมากในเนื้อที่กว้างๆ จะเกิดผิวที่แตกต่างกัน เช่น กรวดกับทราย และหญ้ากับกรวด ผิวจะตัดกันทำให้บริเวณเด่นสะดุดตามีความสวยงาม

ช่องว่าง (SPACE)

ช่องว่างเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบจัดตกแต่งบริเวณ นำมาใช้ในการกำหนดวางก้อนหินและต้นไม้เวลาจัดสิ่งต่างๆ ที่นำมาจัดลงบนพื้นสนามจะต้องจัดวางให้มีช่องว่างที่เหมาะสม การจัดที่ดีจะไม่นำต้นไม้และก้อนหินมาจัดวางให้เต็มพื้นที่นั้นๆ ถ้าใช้ช่องว่างที่ถูกต้อง จะทำให้วัตถุที่จัดวางมีความเด่นและสวยงาม การจัดช่องว่างนั้น ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงการดูแลรักษาง่าย เช่น ติดหญ้า แต่งต้นไม้ บำรุงปุ๋ย เป็นต้น

การใช้ช่องว่าง ผู้ออกแบบอาจจัดต้นไม้กับก้อนหินหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ก้อนหิน 3 ก้อน ก้อนหิน 1 ก้อน ต้นไม้ 2 ต้น

การจัดช่องว่างที่ไม่ถูกต้องตามหลักของการออกแบบ เพราะก้อนหินทั้ง 3 ก้อนจัดวางติดกันโดยไม่มีช่องว่างที่จะจัดส่วนประกอบอื่น ๆ ลงไป

การออกแบบตกแต่งบริเวณ

การออกแบบตกแต่งบริเวณ ผู้ออกแบบต้องเข้าใจหลักในการออกแบบและการจัดองค์ประกอบให้ดูมีคุณค่าตามหลักศิลปะ ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงหลักการจัด ซึ่งประกอบด้วย

1. ความสมดุล (Balance)

2. ความมีสัดส่วน (Proportion)

3. ความกลมกลืน (Harmony)

4. ความแตกต่าง (Contrast)

5. ช่วงจังหวะ (Rhythm)

6. การเน้นให้เกิดจุดเด่น (Emphasis)

1. ความสมดุล การออกแบบตกแต่งบริเวณ ผู้ออกแบบจะต้องใช้หลักของความสมดุลเข้าไปช่วยในการปลูกต้นไม้ และจัดวางก้อนหินหรือส่วนประกอบอื่นๆ ให้เกิดความงาม ความสมดุลเป็นหลักที่สำคัญที่ผู้ออกแบบจะต้องใช้หลักของความสมดุลโดยไม่มีข้อปลีกย่อยที่ให้ผู้ออกแบบเลือกนำไปใช้ให้เหมาะกับแบบและวัตถุที่ใช้จัด เช่น ความสมดุล ที่มีรูปเหมือนกัน ความสมดุลที่มีรูปไม่เหมือนกัน ความสมดุลที่มีสีไม่เหมือนกัน และความสมดุลที่มีขนาดต่างกันความสมดุลที่มีสีไม่เหมือนกัน หมายถึง ความสมดุลที่ใช้สีต่างโทนกันระหว่างโทนร้อนกับโทนเย็น สีโทนร้อน คือ เหลือง ส้ม แดง ม่วงแดง สีโทนเย็น คือ เขียวเหลือง เขียว น้ำเงิน ฟ้า ม่วงคราม และม่วง ต้นไม้ใบที่ใช้ ได้แก่ ต้นโกสน ฤษีผสม ผักเป็ด ฯลฯ ถ้าไม่ใช้ไม้ใบจะใช้ไม้ดอกก็ได้ แต่ควรจะเป็นไม้ที่มีดอกมากกว่าใบ หรือใช้ต้นไม้กับก้อนหินก็ได้ (ดังภาพ)

แสดงการจัดความสมดุลทั้งสองข้างเหมือนกันโดยใช้ก้อนหิน เป็นการจัดที่เน้นก้อนหินในลักษณะกลมกลืน การจะเอาต้นไม้มาช่วยเป็นองค์ประกอบในแบบนี้จะยากสักหน่อย ถ้านำมาเพิ่มด้านไหน ด้านนั้นจะมีน้ำหนักมากทันที ทางที่ดี ควรให้ก้อนหินทั้งสองข้างไม่เท่ากันเสีย แล้วเอาต้นไม้ไปปลูกด้านที่มีก้อนหินเล็กจะสมดุลพอดี

2. สัดส่วน การออกแบบจัดตกแต่งบริเวณ ผู้ออกแบบจะต้องเลือกวัสดุต่างๆ ที่นำมาใช้โดยคำนึงถึงหลักของสัดส่วนเสียก่อน เช่น เลือกก้อนหิน 2 ก้อนที่มีขนาดไม่เท่ากัน (ก้อนหนึ่งใหญ่และก้อนหนึ่งเล็ก) ถ้าปลูกต้นไม้กลุ่ม หนึ่งจะต้องไม่ให้ต้นไม้มีขนาดเท่ากันทุกต้น ถ้าไม่มีสัดส่วนแล้วการจัดในกลุ่มนั้นๆ จะไม่เกิดความงาม

การจัดสัดส่วนนั้นนอกจากการจัดที่มีขนาดสมดุลกันแล้ว ยังจะต้องมีความสมพันธ์ของต้นไม้กับก้อนหินหรือก้อนหินด้วยกัน ความสัมพันธ์นั้นหมายถึง วัสดุแต่ละหน่วยจะไม่แยกวางกระจายไปทั่วบริเวณ จะต้องเป็นกลุ่มที่มีช่วง จังหวะไม่ขาดตอนซึ่งกันและกัน (ดังภาพตัวอย่างของการจัดที่มีสัดส่วนและความสัมพันธ์)

3. ความกลมกลืน การออกแบบตกแต่งบริเวณหรือจัดสวนไม้ประดับ จะต้องมีหลักของความกลมกลืนเข้าไปจัด และผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงความกลมกลืนของวัสดุด้วย เช่นความกลมกลืนของรูปทรง จะต้องกลมกลนด้วย ขนาด ชนิด และสี การใช้ความกลมกลืนถ้ามากเกินไปจะทำให้ผู้ดูเกิดความเบื่อหน่าย ถ้าผู้ออกแบบเลือกความกลมกลืนด้วยรูปทรง รูปทรงของวัสดุจะต้องเหมือนกัน เป็นแบบเดียวกัน และชนิดเดียวกัน หรือจะใช้ความกลมกลืน ด้วยสี ก็ควรใช้สีโทนเดียวกัน จะเป็นโทนร้อนหรือเย็นเพียงโทนเดียว

4. ความแตกต่าง การออกแบบทุกชนิดจะต้องมีความแตกต่างเข้าไปเกี่ยวข้องในการจัดด้วยเสมอ เพราะความแตกต่างสามารถนำไปแก้ความเบื่อหน่ายที่ผู้ดูอาจจะได้รับจากความกลมกลืนมากเกินไป การใช้หลักของความแตกต่างในการจัด ผู้ออกแบบต้องระวังอย่าให้มีความหมายตรงกับความกลมกลืน เช่น ใช้ความแตกต่างด้วยสี (สีดอกไม้ หรือสีใบไม้) ความกลมกลืนก็ควรใช้รูปทรง หรือจะใช้ความแตกต่างในรูปทรงของก้อนหินกับต้นไม้ ความกลมกลืน ก็ควรใช้สีของก้อนหินกับสีดอกไม้หรือสีใบไม้ก็ได้ ความแตกต่างประกอบด้วย ความแตกต่างด้วยรูปทรง ความแตกต่างด้วยสี และความแตกต่างด้วยขนาด (ก้อนหินกับพุ่มไม้)

5. ช่วงจังหวะ หมายถึง การมีจังหวะของส่วนมูลฐานของการออกแบบให้เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กับบริเวณว่าง สัดส่วน และรูปทรง ช่วงจังหวะเกิดจากองค์ประกอบตั้งแต่สององค์ประกอบขึ้นไปมาประกอบกัน

6. การเน้นให้เกิดจุดเด่น การออกแบบไม่ว่าจะเป็นงานชนิดใดที่ต้องการความสวยงาม จะขาดสิ่งที่เป็นจุดสนใจหรือจุดเด่นในงานนั้นไม่ได้ จุดเด่นถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดสวนตกแต่งบริเวณ ผู้ออกแบบจะต้องกำหนดจุดว่าจะให้ตรงส่วนใดเป็นจุดที่เด่นสะดุดตากว่าส่วนประกอบอื่นๆ ในพื้นที่นั้น การเน้นผู้ออกแบบอาจจะเน้นด้วย

1. การเน้นด้วยสี

2. การเน้นด้วยเส้น

3. การเน้นด้วยรูปทรงและขนาด

การเน้นด้วยสี หมายถึง สีของดอกไม้ ใบไม้ ก้อนหินที่เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ห้ามแต่งเติมด้วยสีวัตถุ

การเน้นด้วยเส้น หมายถึง การปถูกต้นไม้จำนวนมากๆ ให้เป็นแถวยาวติดกันเป็นเส้น ตัดแต่งให้เรียบร้อย จะกำหนดให้เป็นเส้นตรง เส้นโค้ง ในลักษณะครึ่งวงกลม วงกลม วงรี หรือเป็นเหลี่ยมในแบบต่างๆ

การเน้นด้วยรูปทรงและขนาด การเน้นด้วยรูปทรง หมายถึง รูปทรงของต้นไม้หรือรูปทรงของก้อนหินที่มีลักษณะสวยงามเป็นพิเศษ โดยมีองค์ประกอบอื่นๆ เพียงเพื่อเสริมเท่านั้น ส่วนการเน้นขนาด หมายถึง จุดเด่นจะต้องใหญ่เป็นพิเศษกว่าส่วนประกอบอื่นๆ ตัวอย่างการเน้นด้วยรูปทรงและขนาด

ตัวอย่างการจัด

การจัดทั้ง 2 รูปนี้เน้นความกลมกลืนในรูปทรง เน้นความแตกต่างในเรื่องสีของต้นใม้ที่นำมาปลูกและชนิดของต้นไม้ ก้อนหินใหญ่เป็นจุดสนใจ ทั้งก้อนหินและต้นไม้มีสัดส่วนสัมพันธ์กัน รส่วนหลักความสมดุลนั้น ผู้จัดจะต้องใช้สีหรือขนาดของต้นไม้และก้อนหินมาแก้ให้เกิดความสมดุล



Comments are closed.

This entry was posted on September 18, 2012 and is filed under ออกแบบสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.