การปรับปรุงคุณภาพน้ำรดกล้วยไม้

คราวนี้หันมาพิจารณาถึงคุณภาพน้ำรดกล้วยไม้  ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากปัญหาหนึ่งในการเลี้ยงกล้วยไม้ ขอย้ำไว้ที่นี้อีกครั้งว่า น้ำฝนถือว่าวิเศษสุด แต่ถ้าหาน้ำที่มีคุณภาพดี ๆ ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้น้ำประปา ที่มาจากบ่อบาดาล น้ำบาดาลที่มีคุณภาพต่ำ เช่น ในกรุงเทพฯ นั้น พอจะมีทางปรับปรุงให้ดีขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ใช่วิธีที่ดี สำหรับการเลี้ยงกล้วยไม้เป็นธุรกิจใหญ่ ๆ ถ้าจะปลูกเลี้ยงกันเป็นอาชีพแล้ว ควรจะเลือกพื้นที่ที่น้ำมีคุณภาพดีมากกว่า

การปรับปรุงน้ำบาดาลให้มีคุณภาพดีขึ้นนี้ใช้ได้กับน้ำที่มีเกลือแคลเซียมไบคาโบเนทสูงเท่านั้น คือน้ำประปาที่สูบจากบ่อบาดาลในกรุงเทพมหานครนี่เอง  โดยใช้กรดไนตริกเป็นตัวการในการปรับปรุง

ว่ากันด้วยเหตุผลทางเคมี เกลือไนเตรททุกชนิดละลายน้ำได้ง่าย จึงได้ใช้กรดไนตริกเป็นตัวการ เมื่อแคลเซียมไบคาโบเนททำปฏิกิริยากับกรดไนตริกจะได้เกลือแคลเซียมไนเตรทกับกรดคาร์โบนิค ดังสมการ

Ca(HCO₃) ₂+2HNO₃-→Ca (NO₃)₂+2 H₂ CO₃

น้ำที่มีเกลือแคลเซียมไบคาโบเนทเจือปนอยู่มากจะมีความเป็นด่าง มี พีเอชสูงกว่า 7 และเมื่อเติมกรดไนตริกลงไปจนได้ พีเอช 5.2 จะมีเกลือแคลเซียมไบคาโบเนทเหลืออยู่ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเดิม  ฉะนั้นในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ วิธีนี้จึงต้องเติมกรดไนตริกลงไปจนน้ำมี พีเอช 5.2 จึงจะใช้ได้ เมื่อกล่าวดังนี้หลายท่านที่ไม่ใช่นักเคมีมักจะตกใจว่า กล้วยไม้จะทนทานต่อความเป็นกรดสูงเช่นนี้ไหวหรือโปรดอ่านต่อไปก่อนแล้วจะหายสงสัย  ถ้าพิจารณาหลังจากปรับน้ำให้มี พีเอช 5.2 จะเห็นได้จากสมการเคมีข้างบนว่า ความเป็นกรดของน้ำที่ปรับปรุงแล้วนี้ ไม่ใช่กรดไนตริกแต่ความเป็นกรดเกิดจากกรดคาร์โบนิค  ซึ่งเป็นกรดชนิดเดียวกันกับน้ำโซดาผสมเหล้า (น้ำโซดามี พีเอช ต่ำกว่า 5.2) กรดชนิดนี้ไม่อยู่ตัว ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในที่เปิดเผย (เช่นขวดโซดาที่เปิดฝาแล้ว) กรดคาร์โบนิคจะสลายตัวเป็นคาร์บอนไดอ็อกไซด์กับน้ำ ดังสมการ

H₂CO₃-→CO₂+H₂O

เปิดโซดาทิ้งไว้ข้ามคืน มาชิมดูก็เหมือนกับน้ำธรรมดา ถ้าเปิดแล้วเขย่าให้ฟองขึ้น (ฟองนั้นคือคาร์บอนไดอ็อกไซด์) พักเดียวก็กลายเป็นน้ำเปล่า ฉะนั้นพีเอช 5.2 ที่กล่าวข้างต้นนั้น  เมื่อเราเอาไปรดกล้วยไม้โดยใช้บัวก็ดี  ใช้หัวฉีดก็ดีขณะที่น้ำเป็นฝอยออกไปนั้นคาร์บอนไดอ็อกไซด์ก็ระเหยไปหมด หรือเกือบหมดแล้ว น้ำที่ตกถึงต้นกล้วยไม้จึงมี พีเอช ประมาณ 6 หรือสูงกว่า 6 เล็กน้อย จึงมีข้อกำชับสำหรับผู้ที่ใช้กรดไนตริกปรับปรุงคุณภาพน้ำอยู่ข้อหนึ่งว่า เมื่อปรับน้ำได้ พีเอช 5.2 แล้วหากทิ้งน้ำไว้ค้างคืนหรือหลาย ๆ คืน พีเอชจะสูงขึ้น อย่าเติมกรดลงไปอีก เพราะการสูงขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ถ้าขืนเติมกรดลงไปอีกความเป็นกรดจะเกิดจากไนตริกไม่ใช่คาร์โบนิค หาประโยชน์อะไรไม่ได้จะมีก็แต่โทษเพียงอย่างเดียว

ในทางปฏิบัติ เราใช้เครื่องวัดพีเอชชนิดเป็นน้ำที่จะเปลี่ยนสี เมื่อพีเอช 5.2 อย่าใช้ชนิดเป็นกระดาษวัด เพราะหาความเที่ยงตรงได้ยาก เครื่องวัดที่เป็นน้ำนี้เรียกกันง่าย ๆ ว่า สีวัดน้ำ

น้ำที่มีความกระด้าง ควรเติมกรดไนตริก(กรดดินประสิว) ให้ได้พีเอช 5.2-5.3 สีทดสอบน้ำชนิดนี้จะให้สีต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับพีเอชของน้ำ

ถ้าใช้บรอมครีซอล เพอเพิล (Bromcresol purple) เป็นสีวัดน้ำ สีจะเปลี่ยนแปลงตามค่าของพีเอชดังนี้

pH 5.1 หรือต่ำกว่า  สีเหลืองสด (สีขมิ้น)

pH 5.2-5.3  สีเหลืองอมเขียว (สีจาง)

pH 5.4-5.6  สีน้ำตาลปนแดง

pH 5.7-6.0  สีม่วงแดง

pH 6.2 หรือสูงกว่า  สีม่วงอมน้ำเงินเข้ม

เนื่องจากสีทดสอบน้ำในขวดนี้มีความเข้มข้นสูง ใช้ครั้งละ 1 หยดก็เป็นการเพียงพอ

วิธีผสมน้ำและทดสอบ

ไขน้ำใส่โอ่ง กวนให้หมุน ตวงกรดไนตริกรินลงในโอ่งนั้น แล้วกวนให้เข้ากัน ตักน้ำขึ้นมาสัก 1-2 ช้อน ด้วยภาชนะขาวขุ่น เช่น ฝาตวงยาฆ่าแมลง(ภาชนะขาวขุ่นจะทำให้เราเห็นสีได้ชัดเจน) หยดสีทดสอบน้ำ 1 หยด ถ้าสีที่ได้ค่อนข้างมาทางม่วง เติมกรดเพิ่มอีก ผสมและทดสอบ ทำจนได้สีเหลืองอมเขียว จดจำนวนกรดที่ใช้ไว้เพื่อความสะดวกในการทำครั้งใหม่  โดยทั่วไปน้ำจากแหล่งเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลงมาก  เมื่อได้จำนวนกรดที่ใช้ต่อหนึ่งโอ่งและทดสอบเป็นที่แน่ใจแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทดสอบทุกครั้ง

ข้อแนะนำ

-สีที่ทดสอบน้ำ  ถ้าใส่ในขวดหยดเช่นขวดยาหยอดตาจะใช้สะดวกมาก เมื่อใส่สีทดสอบน้ำลงในขวดยาหยอดตาแล้วควรปิดฉลากทันที และแยกเก็บไว้ต่างหากจากยาประจำบ้าน

-เมื่อถูกกรดไนตริก ล้างด้วยน้ำทันทีอันตรายจะไม่เกิดขึ้น

-ควรเก็บกรดไนตริกไว้ในที่ที่เด็กหยิบไม่ถึง

-การถ่ายเทกรดควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าใช้ภาชนะโลหะ ควรใช้ภาชนะแก้วหรือปลาสติค การถ่ายจากถังควรใช้สูบปลาสติคชนิดที่ใช้ถ่ายน้ำมัน หรือใช้สายยางปลาสติค

-ถ้าต้องการอาจใช้กรดในสภาพเจือจางกว่าที่ซื้อมาก็ได้  โดยเติมกรดลงในน้ำที่มีปริมาตรเท่ากัน ก็จะได้กรดที่เจือจางลงประมาณเท่าตัว  ถ้าต้องการกรดเจือจางกว่านี้ก็ใช้น้ำปริมาตรมากขึ้น

ตัวอย่างน้ำประปาย่านบางเขน น้ำ 1 ตุ่ม (ประมาณ 8 ปี๊บ) จะใช้กรดไนตริกชนิดเข้มข้น (เข้มข้น 68%) ประมาณ 60-70 ซีซี.

การปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยกรดไนตริกนี้  ดร.ยงยุทธ  เจียมไชยศรี ได้ประกาศเผยแพร่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ซึ่งในระยะต่อมาก็มีผู้วิจารณ์ทั้งในทางบวกและทางลบมากมาย ในทางลบก็เช่นกล้วยไม้ไม่ออกดอกตามที่ต้องการ คุณภาพของดอกเสียไป ในเหลืองร่วง ฯลฯ ซึ่งส่วนมากไปวิตกที่ความเป็นกรดสูง โดยลืมนึกถึงโรคแมลงและสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ บางคนไม่กล้าเอามือจุ่มลงไปในน้ำที่เติมกรดเพราะกลัวกรดกัด  ลืมนึกไปว่ากรดนั้นอ่อนกว่าน้ำโซดา สรุปแล้วก็มักจะกลัว น้ำกรด นั่นเอง ทั้ง ๆ ที่น้ำกรดนั้นร้ายกาจน้อยกว่ายาฆ่าแมลงหลายเท่านัก  กรดเข้มข้นถูกผิวหนังอาจไหม้เป็นแผล แต่ยาฆ่าแมลงอาจซึมเข้าร่างกายถึงตายได้

อย่างไรก็ตามน้ำที่ปรับปรุงโดยวิธีนี้ มิใช่น้ำวิเศษ ถ้าพอจะหาน้ำที่มีคุณภาพดี ๆ รดกล้วยไม้ได้ก็ควรหา เมื่อหมดทางเข้าจริง ๆ จึงจะใช้วิธีนี้ ถึงฤดูฝนก็ใช้น้ำฝน หมดน้ำฝนเมื่อไรจึงจะใช้น้ำบาดาลเติมกรด ซึ่งกล้วยไม้บางอย่างก็งามน้อยไปหน่อย เช่น ลูกกล้วยไม้เล็ก หรือกล้วยไม้โตๆ พวกฟ้ามุ่ย แซนเดอเรียนา ไม่สดชื่นเท่าที่ควร



Comments are closed.

This entry was posted on October 4, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.