การประหยัดในการออกแบบสวน

ออกแบบให้ประหยัดที่สุด (Meet Needs for Lowest Possible Cost)

นอกจากความสะดวกสบายของผู้ใช้ ความสวยงาม และสิ่งอื่นที่กล่าวมาแล้ว มีสิ่งหนึ่งที่นักออกแบบจำต้องคำนึงถึงมาก เพื่อที่จะจัดหาความสมดุลย์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ กับงบประมาณ

นักออกแบบต้องพยายามหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเสนอสิ่งที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด แต่ไม่เป็นการกระทำอย่างลวก ๆ งานที่ออกมาจำเป็นต้องให้ผลน่าพึงพอใจ สำหรับความต้องการที่แท้จริงทางด้านการพัฒนาในการออกแบบ นั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีการปรึกษาและตกลงกัน ระหว่างลูกค้าและผู้ออกแบบ ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องการจริง ๆ และนำสิ่งนั้นมาเปรียบเทียบกับจำนวนเงินงบประมาณที่มีอยู่

หาความสมดุลย์ระหว่างความต้องการและงบประมาณ (Balance of Needs and Budget)

เริ่มจากผู้ออกแบบและลูกค้าได้มีโอกาสคุยกันว่ามีอะไรบ้างโดยทั่ว ๆ ไปที่ต้องการ หลังจากนั้นควรเสนอแบบร่างและความคิดคร่าว ๆ ต่อลูกค้าและอาจมีหลายสิ่งหลายอย่างนอกเหนือจากความต้องการแต่แรก แต่ก็อยู่ในระหว่างการค้นคว้าทางด้านการออกแบบ จนกระทั่งสำเร็จออกมาเป็นแบบที่สมบูรณ์แล้ว นักออกแบบต้องติดต่อกับผู้รับเหมาเพื่อสอบถามว่า การก่อสร้างสิ่งทั้งหมดกับงบประมาณที่มีอยู่นั้นพอเหมาะกันหรือไม่ มีเงินเหลืออีกเท่าไร? มีกี่วิธีบ้างที่จะให้เป็นไปตามแบบและอยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้? อันไหนบ้างที่ราคาสูงและราคาต่ำ?

ทุนที่จะต้องคิดถึงในด้านต่าง ๆ เช่น ชนิดของสิ่งของ การต่อเติม การดูแลรักษานำเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นหัวข้อที่จะต้องพูดคุยโต้แย้งกันก่อนที่จะต้องตัดสินใจ และหลีกเลี่ยงการทำสิ่งที่สิ้นเปลือง เช่น มีสวนพันธุ์ใม้ต่างประเทศแต่ไม่มีผู้มีความรู้ทางนี้เลยในหน่วยงาน หรือทำสระว่ายน้ำ สำหรับสาธารณะ แต่ไม่มีทุนต่อสำหรับการดูแลรักษาในระยะเวลาอันยาวนาน

ระหว่างการพูดคุยกันนั้น นักออกแบบต้องพยายามหาว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดคืออะไร และให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เจ้าของสถานที่จากประสบการณ์ของนักออกแบบเอง อย่างไรก็ตาม ควรตกลงกันให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนการออกแบบครั้งสุดท้าย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็ควรที่จะ ประนีประนอมกันทั้งแบบและงบประมาณเพื่อที่จะให้การออกแบบได้ผลอย่างสมบูรณ์ที่สุด

การใช้สภาพพื้นที่ที่เป็นอยู่ให้เป็นประโยชน์ (Use of Existing Site Resources)

ดังที่ทราบมาแล้วคือความสัมพันธ์ระหว่าง Use Area to Site ระเห็นว่า อาคารสถานที่ต่าง ๆ ควรวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับสภาพพื้นที่นั้น (Site) เช่น ไม่ควรตั้ง Camp­ground ในสถานที่ทีการระบายน้ำไม่ดี หรรือมีทางน้ำไหลผ่านสนามฟุตบอลล์ ควรจัดให้อยู่บนดินที่เรียบ ๆ หลีกเลี่ยงการขุดหรือโยกย้ายดินมากเกินไปเพราะจะทำให้การใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงควรสังเกตสภาพรอบ ๆ ด้านว่ามีลักษณะอย่างไร และควรจะวางอะไรไว้ตรงไหน ทั้งนี้ต้องคิดถึงเรื่องความงามและการใช้ประโยชน์ควบคู่กันไปด้วย

(รูป 7.1) นั้นจะเห็นทางระบายนํ้าที่เกิดเองตามธรรมชาติ เนื่องจากอยู่ต่ำสุดและอยู่ในหุบเขา ด้วยเหตุนี้เราอาจทำให้สถานที่ อาคารต่าง ๆ อยู่ในระดับสูงกว่าหุบเขาและทำถนนอยู่ข้างทางน้ำไหล (รูป 7.2) เมื่อฝนตกน้ำก็จะไหลลงจากตัวอาคารมายังทางระบายน้ำแถบหุบเขา

เพื่อเป็นการประหยัดเงินควรคิดถึงอาคารที่มีอยู่แล้วเดิม ดัดแปลงให้ดีขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องสร้างอาคารขึ้นใหม่ เช่น ทำโรงนาเก่าเป็นศูนย์ทางด้านศิลปและการฝืมีอซึ่งประหยัดโดยการไม่โยกย้ายต้นไม้ที่มีอยู่ หรือปลูกใหม่เพราะอาจใช้เวลานานร่วม 15 ปีกว่าจะได้ต้นไม้ที่ได้ขนาดและให้ร่มเงา จึงควรออกแบบเข้าหาต้นไม้เก่า ๆ ที่มีอยู่แล้ว กำหนดให้ตำแหน่งอาคารอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องปรับระดับใหม่

จัดหาวัสดุที่เหมาะสมในการก่อสร้างต่าง ๆ (Provision of Approriate Structural Materials)

หลังจากที่ได้กำหนดตำแหน่งของสถานที่ต่าง ๆ แล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกวัสดุซึ่งเหมาะกับการใช้แต่ละแห่ง ซึ่งควรจะเลือกโดยคิดถึงหลักดังนี้

ความทนทาน : ทนทานต่อน้ำหนัก

สิ่งที่ปรากฏ : เข้ากันได้กับสภาพแวดล้อม

สามารถหาได้ : หาได้ง่ายตามท้องที่นั้น ๆ

ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ : ยังคงสภาพเดิมไม่ว่าอากาศจะร้อน หนาว ฝน หรือหิมะตก

ระบายน้ำ : หลังจากฝนตกน้ำไหลผ่านเร็ว

คุณภาพดี : โดบเฉพาะเมื่อคนต้องสัมผัสกับสิ่งนั้น ๆ มีวัสดุหลายอย่างที่จะเลือกใช้ได้เช่น คอนกรีต อิฐ หิน ยางมะตอย ไม้ ทราย กรวด แก้ว ฯลฯ เมื่อเลือกสิ่งหนึ่งขึ้นมาใช้ควรใช้เข้ากับวัสดุอย่างอื่นด้วย เช่น (รูป 7.3) ในสนามเด็กเล่น ใช้คอนกรีตเป็นทางเท้าหรือขอบสนาม ใช้ทรายซึ่งเป็นวัสดุนุ่มสำหรับ ชิงช้า กระดานเลื่อน เพราะการระบายน้ำดี

ในสนามปิคนิค ปูหญ้า โรยกรวดตามทางเดินระหว่างที่ปิคนิคแต่ละจุด และมีคอนกรีต ได้โต๊ะปิคนิคและเตาบาบีคิว

Base Plane มีปัญหาเรื่องสนามหญ้าเพราะดูแลรักษายากและถ้าคนเดินผ่านไปมาก็ตายได้ ดังนั้นบริเวณใดที่คนผ่านไปมาหรือใช้สถานที่นั้นมาก ควรเปลี่ยนเป็นวัสดุอย่างอื่นแทน

ส่วน Vertical plane นั้นส่วนใหญ่หมายถึงรั้ว ผนัง ตัวอาคาร ควรเลือกวัสดุที่ต้องดูแลรักษาน้อย คงทนต่อลม ฝน หิมะ แสงแดด ใช้หิน อิฐ คอนกรีตแทนไม้ก็ได้ในกรณที่จะต้องการให้รู้สีกมีชีวิตชีวาใช้การทาสีต่าง ๆ เพื่อช่วยให้สดใสขึ้น

จัดหาต้นไม้ไห้เหมาะสม (Provision of Appropriate Plant Materials)

ในการออกแบบสวนต้องมีการเลือกต้นไม้ไห้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ซึ่งต้นไม้อาจให้ความรู้สึกหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนไหวได้อาจใช้เป็นฉากกั้นลม แสงอาทิตย์ วิว เสียง ไม่ทำให้น้ำท่วม และทำเป็นตัวกำหนดทิศทางเดิน (Circulation)

ต้นไม้ก็เหมือนสิ่งอื่น ๆ คือมีขนาดรูปร่าง และทำหน้าที่ที่ถูกกำหนดให้ด้วยดี (รูป 7.4) แต่ต้นไม้ไม่สามารถบังคับให้หยุดนิ่งได้ ต้นไม้อาจเปลี่ยนแปลงเป็นหลาย ๆ แบบตลอดปี เช่น มีใบเขียว เหลือง มีดอกและมีผล

นับว่าต้นไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิตอย่างหนึ่งที่เราต้องปฏิบบัติต่อต้นไม้ไห้ถูกต้องเหมือนปฏิบัติต่อตนเอง ซึ่งไม่เหมือนกับดูแลบ้าน เพราะต้นไม้มีลักษณะเฉพาะของมันเอง และแต่ละชนิดก็ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน โดยมีสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้

ดิน – เป็นกรด เป็นด่าง ดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย

ความชื้น – ต้องการน้ำสม่ำเสมอ น้ำน้อย หรือน้ำมาก

ทนต่อแสงแดด – ลม ในร่มแดดจัด และอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป พยายามหลีกเลี่ยงการปลูกต้นไม้ที่ต้องดูแลมากเกินไปเนื่องจากลักษณะของต้นไม้ใม่เหมาะกับพื้นที่นั้น ๆ ควรปลูกต้นไม้ที่เข้ากับสภาพแวดล้อม โดยปล่อยให้ธรรมชาติดูแลตัวมันเอง

ในตัวเมืองซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในการเจริญเติบโตของต้นไม้ เนื่องจากอากาศเป็นพิษและขาดการรดน้ำและดูแลรักษา ต้นไม้ที่ไม่แข็งแรงอาจตายได้จึงต้องเลือกต้นไม้ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ทางเท้าก็เป็นปัญหาสำหรับต้นไม้เพราะทำให้น้ำไม่ไหลซึมไปยังรากของต้นไม้ จึงควรเว้นระยะโคนต้นบ้างเพื่อให้น้ำไหลได้ดี

ควรพิจารณาถึงขนาดและรูปร่างของต้นไม้เมื่อโตเต็มที่แล้วจะเป็นอย่างไรจึงเลือกชนิดของต้นไม้ (รูป 7.12) และควรพิจารณาว่าจะปลูกต้นไม้ที่โตช้า รอเวลาที่จะตัดแต่งให้เป็นไปตามต้องการ หรือจะเลือกปลูกต้นไม้ที่โตเร็วแต่ต้องตัดแต่งอยู่เสมอ ๆ ดังนั้นจึงควรเลือกให้เหมาะกัน ตำแหน่งที่จะใช้ เช่น ไม้ที่โตเร็วสำหรับฉาก ที่จอดรถ หรือบังตา

ต้นไม้ก็เป็นสิ่งมีชีวิตสามารถตายได้เหมือนกัน ควรมีการปลูกทดแทนกันอยู่เสมอ เมื่อเห็นว่าต้นไม้เดิมอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก

สนใจเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ (Attention to Details)

ถ้ามีบริเวณลาดเอียงควรทราบว่า บริเวณเหล่านี้มักจะพัง หรือถูกเซาะเมื่อฝนตกบริเวณที่คนเดินผ่านไปมามาก ๆ ไม่ควรอยู่ใกล้ที่ที่ลาดชัน หรือหน้าผาที่อาจพังทลายได้ง่าย

บริเวณที่ปลูกหญ้าควรจะโค้งส่วนบน หรือด้านล่าง อย่าทำให้เป็นรูปร่าง เหมือนถูกตัด หรือถูกฟันด้วยขวาน (รูป 7.15) จะตัดหญ้าได้ง่ายกว่าและทำให้แลดูเรียบร้อยเข้ากับสิ่งต่างๆ รอบด้าน

(รูป 7.1 6) เครื่องตัดหญ้าสามารถตัดให้เรียบร้อยได้โดยไมต้องมาเล็มด้วยมีออีกครั้งหนึ่ง โดยให้ล้อของเครื่องตัดหญ้าข้างหนึ่งอยู่บนทางเท้า

การปูหญ้าหรือปลูกต้นไม้ให้เรียบร้อย เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสวยงามและคนไม่กล้าย่ำลง ในแปลงไม้ดอกหรือสนาม เช่นเดียวกับสนามเด็กเล่นที่มีพื้นเป็นกรวด หรือทราย ซึ่งทรายเป็นสิ่งที่ไหลไปได้ถ้าไม่มีขอบเขต จึงควรทำขอบเขตของบ่อทรายให้เรียบร้อยเพื่อให้ทรายอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ



Comments are closed.

This entry was posted on July 4, 2012 and is filed under จัดสวนพักผ่อนหย่อนใจ. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.