การดูแลรักษาสวน

MAINTENANCE

การที่สวนจะสวยงามหรือไม่นั้นการออกแบบและการปลูกเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่มีผลต่อลักษณะของสวนในขั้นต้นเท่านั้น แต่การดูแลรักษาต่อมา เพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของผู้ออกแบบนั้น ต้องการเอาใจใส่อย่างถูกวิธีสวนจะมีโอกาสที่สวยและน่าสนใจกว่าสวนที่ออกแบบอย่างดี ขาดการบำรุงรักษา ซึ่งการบำรุงรักษา และดูแลสวนให้มีสภาพดียิ่ง ๆ ขึ้นนั้นต้องมีสิ่งประกอบหลายอย่างคือ

-การตัดแต่งรูปทรงของต้นไม้(Prunning)

-การบำรุงรักษาสนามหญ้า (Lawn Improvement)

-การให้ปุ๋ย (Fertilization)

-การใช้ยาป้องกันและกำจัดศัตรูของต้นไม้ (Pest Control)

-การปรับปรุงสวน (Gardening Improvement)

การตัดแต่งต้นไม้ (Pruning)

การตัดแต่งต้นไม้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่จะให้ต้นไม้มีขนาดเล็กลงเพียงอย่างเดียว แต่มีเพื่อปรับปรุงลักษณะและทำให้สภาพของต้นไม้ดีขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายต่างกันดังนี้

1. ตัดแต่งเพื่อให้พุ่มใบบางขึ้น (Prune to thin dense growth) เพื่อทำให้พุ่มโปร่งขึ้น ให้แสง, ลม และความชื้นพัดผ่านในพุ่มของต้นไม้ และเป็นการป้องกันกิ่งหักเมื่อลมฝนแรง หรือทำให้ลักษณะของต้นไม้ดูสดชื่นอยู่ตลอด เวลา โดยการตัดกิ่งและใบที่แห้งตายแล้วทิ้งไป

2. เพื่อที่จะช่วยซ่อมแซมลักษณะของทรงพุ่ม (Prune to correct or repair Damage) เนื่องจากกิ่งหักคาต้น หลังจากมีพายุ จึงควรตัดแต่งกิ่งเสียเพื่อป้องกันโรค ที่จะลุกลามหรือเข้าทางบาดแผลนั้น ๆ

3. เพื่อที่จะเพิ่มผลผลิต (Prune to Encourage flower and fruit Production) โดยทำให้ต้นไม้ออกดอกและผลมากขึ้น

4. เพื่อควบคุมและส่งเสริมการเจริญเติบโต(Prune to direct or control growth) เมื่อเราตัดกิ่งไม้กิ่งใดออกจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตในอีกทางหนึ่งด้วย ผลจากนิสัยของต้นไม้นี้ ทำให้เราสามารถที่จะควบคุมรูปทรงของต้นไม้ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้

5. เพื่อให้ได้เป็นรูปร่างต่าง ๆ (Prune to achieve a special effect or an artificial form) รวมถึงการตัดแต่งกิ่ง โดยทั่ว ๆ ไปและตัดแต่งไม้ยืนต้นให้เป็นพุ่ม และรูปทรงต่าง ๆ กัน เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และวงกลม เป็นต้น

6. เพื่อช่วยในการขนย้ายต้นไม้ (Prune to Compensate for Transplanting) เมื่อต้นไม้เติบโตและสมบูรณ์เต็มที่ จะมีพุ่มใบหนาแน่นในขณะเดียวกันก็มีรากหนาแน่นด้วย เมื่อจะทำการโยกย้ายตำแหน่งของต้นไม้นั้น ๆ จำเป็นต้องตัดรากบางส่วนออกให้เหลือเพียงดินและรากเท่าที่ต้องการ อีกทั้งตัดใบ และกิ่งบางส่วนออกเพื่อความสมดุลย์กันเพราะรากไม่สามารถหาอาหารไปเลี้ยงกิ่งก้านได้มากเท่าเดิม

ก่อนที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการตัดแต่งกิ่งไม้ จำเป็นต้องเข้าใจถึงสภาพและโครงสร้างของต้นไม้อย่างแท้จริงเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตอย่างไร

Terminal Buds ตาที่อยู่ปลายกิ่ง ทำให้ต้นไม้โตในแนวสูง ถ้าตัดทิ้งจะทำให้เพิ่มความเจริญเติบโตของต้นไม้ในแนวด้านข้าง ทำให้พุ่มใบหนาแน่นขึ้น

Lateral Buds ตาที่อยู่ด้านข้างของกิ่ง ทำให้เกิดใบ, กิ่งก้านหนาแน่น ถ้าตัด lateral Buds จะทำให้เพิ่มความเจริญเติบโตทางความสูง

Latent Buds เป็นตาที่อยู่ใต้ผิวและเปลือกของต้นไม้ จะเจริญเติบโตเมื่อมีการตัดแต่ง หรือทำลายกิ่งของต้นไม้มาก ๆ หรือเมื่อต้นไม้มีบาดแผลเท่านั้น

ก่อนที่จะมีการตัดแต่งต้นไม้ต่าง ๆ นั้นควรพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ คือ

1. ศึกษาลักษณะที่แท้จริงของไม้นั้น ๆ ก่อนที่จะตัดแต่ง และลองนึกภาพพจน์ถึงลักษณะของไม้นั้น ๆ เมื่อตัดแต่งแล้ว

2. ตัดสินใจให้ถูกว่าสิ่งใดควรตัดออกหรือเก็บไว้ โดยการศึกษาถึงนิสัยการเจริญเติบโตของพรรณไม้ต่าง ๆ ที่มีในสวนของท่าน และใช้ดุลยพินิจของท่านประกอบการตัดสินใจ

3. เริ่มการตัดแต่งด้วยตัดกิ่งที่ข้ามไปมาในพุ่ม หรือกิ่งที่มีก้านหนาแน่นเกินไป, กิ่งตายหรือมีโรค เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจการตัดแต่งกิ่ง และต่อมาก็จะตัดแต่งรูปทรงให้ถูกต้องตามที่ต้องการได้

1. Pinching (ฟิ้นชิ่ง) เป็นการตัดแต่งกิ่งขั้นต้น โดยการใช้หัวแม่มือกับนิ้วชี้เด็ดยอดอ่อน การเด็ดยอดอ่อนจะช่วยคุมการเจริญเติบโต เช่นเมื่อเด็ดยอดอ่อนด้านข้างหมายถึงการช่วยเร่งความเจริญเติบโตทางแนวยาวของกิ่ง

2. Thinning (ทินนิ่ง) เป็นการตัดกิ่งออกจากลำต้นใหญ่ทั้งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มดูโปร่งขึ้น

3. Heading Back (เฮดดิ่งเบค) แทนที่จะตัดกิ่งออกทั้งกิ่ง ก็ทำให้กิ่งสั้นเข้าโดยการตัดตรงตาด้านข้าง โดยต้องตัดให้ถึงส่วนต่อของกิ่งหรือตา (ดูรูป) จะทำให้เกิดกิ่งเล็ก ๆ อีกมาก

4. Shearing (เชียริ่ง) เป็นการตัดแต่งต้นไม้แบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องคิดถึงการตัดกิ่งที่ต้องอยู่เหนือตาหรือข้อตา เพราะเป็นการตัดแต่งผิวของพุ่มใบ ให้ได้รูปทรงต่าง ๆ (Topiary) ตามต้องการ

การตัดแต่งต้นไม้แบบใดแบบหนึ่งมากไปจากจะทำให้ต้นไม้ดูประ หลาด และมีรูปทรงไม่ดี ดังนั้นควรตัดแต่งหลายแบบในต้นเดียวกัน เช่น Pinching, Heading Bach, Thinning เช่นในภาพ การตัดแต่งส่วนบน Heading Back อย่างเดียว จะทำให้พุ่มหนาเกินไป (ดูรูป) หรือตัดแต่งแบบ chinning อย่างเดียวจะทำให้รูปทรงยืดยาวไม่สวยงาม (ดูรูป)

การบำรุงรักษาสนามหญ้า (Lawn)

เพื่อที่จะให้สนามหญ้าสวยงามอยู่เสมอ จำเป็นต้องมีการดูแลรักษาสนามหญ้าดังต่อไปนี้

-การตัดหญ้า

-การให้นํ้า

-การให้ปุ๋ย

-การป้องกันวัชพืชและการปราบศัตรูพืช

การตัดหญ้า

-ควรตัดหญ้าประมาณ 10-15 วันต่อครั้ง และไม่ควรตัดหญ้าเดือนละครั้ง เพราะหญ้าจะสูงเกินไป และมีดอก เมื่อตัดแล้วจะทำให้สนามหญ้าดูเหลืองเหมือนหญ้ากำลังจะตาย

-ไม่ควรตัดหญ้าในขณะที่สนามกำลังเปียกชื้น เพราะจะทำให้เครื่องตัด

หญ้าชำรุดง่าย

-ใบมีดต้องคมเสมอ

-ควรตัดหฌู้าออกไม่เกิน 1ใน 3 ของความยาวก่อนตัด

-เก็บเศษหญ้าออกให้หมดเมื่อตัดเสร็จ เพราะจะเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลง

การให้น้ำ

-ควรรดน้ำทุกวัน ๆ ละครั้ง ถ้าปลูกใหม่ควรรด 2-3 ครั้ง ต่อวัน (ฤดูร้อน)

-หญ้าที่มีระบบรากสั้นต้องการน้ำบ่อย เช่น หญ้ามาเลย์เซีย

-อย่าปล่อยให้น้ำขังแฉะตลอดเวลาในสนาม

-ควรรดน้ำให้ชุ่มโดยจะให้น้ำซึมลงในดินได้พอสมควร ดีกว่ารดน้ำบ่อย ๆ แต่น้ำซึมเฉพาะผิวหญ้าจะทำให้น้ำระเหยได้ง่าย

การให้ปุ๋ย

-ใส่ปุ๋ยสูตร 30-10-20 เดือนละครั้ง ต้องรดน้ำทันทีที่ใส่ปุ๋ยหญ้า

-ใส่ปุ๋ยอินทรีย์

-ไม่ควรใช้ปุ๋ยยูเรียอย่างเดียว เพราะบำรุงแต่ใบทำให้ต้นไม่แข็งแรง

การปราบศัตรูพืชหญ้า

– ตัดหญ้าบ่อยครั้ง เพื่อทำลายอาหารสะสมใต้ดินของวัชพืช และระงับการแพร่พันธุ์โดยใช้มือ, เครื่องมือกำจัดออก

-ใช้สารเคมี กำจัดวัชพืชแต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง เช่น Denefin, Dicamba, Dalapon เป็นต้น

-ส่วนแมลงศัตรูหญ้า เช่น เพลี้ยต่าง ๆ หนอนกระทู้ขาว มดคันไฟ ฯลฯ ใช้ยาฆ่าแมลงทั่วไป เช่น เซฟวิน, พาลาไทออน, ไดอาโกนอน เป็นต้น

การให้ปุ๋ย (Fertilization)

ปุ๋ยเป็นอาหารของพืชทุกชนิดเพื่อนำไปบำรุงและสร้างความเจริญเติบโตแกพืช ประกอบด้วยแร่ธาตุ 15 ธาตุ ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ฅือ

1. ธาตุอาหารหลัก (Macroelements) เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่ค่อนข้างมากและมักจะขาดอยู่เสมอ ๆ ในสภาพดินที่มีการปลูกพืชโดยทั่วไป ได้แก่

(N) ธาตุไนโตรเจน สร้างความเจริญเติบโต ให้แก่ใบ

(P) ธาตุฟอสฟอรัส ช่วยให้ ไม้ออกดอกเร็วและได้ดอกสมบูรณ์

(K) ธาตุโปแตสเซียม ช่วยให้ลำต้นแข็งแรง

2. ธาตุอาหารประกอบ (Microelements) เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อย แต่พืชก็ยังจำเป็นต้องใช้สำหรับการเจริญเติบโตขาดไม่ได้เหมือนกันได้แก่ ธาตุเหล็ก, สังกะสี, ทองแดง, แมงกานีส, โมลิบดินั่ม ซึ่งธาตุเหล่านี้จะมีในดิน น้ำ และอากาศ ปุ๋ย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer)

2. ปุ๋ยอนินทรีย์ (Inorganic Fertilizer)

ปุ๋ยอินทรีย์ ได้มาจากซากพืช ใบไม้ และมูลสัตว์ต่าง ๆ ปุ๋ยเหล่านี้ถึงจะใส่มากก็ไม่เป็นอันตรายต่อต้นไม้ เพราะปุ๋ยที่คลุกอยู่ในดินนั้น ๆ จะค่อย ๆ สลายตัวโดยอาศัยแบคทีเรียและจุลินทรีย์ในดิน การสลายตัวให้ธาตุอาหารของพืชออกมาเรื่อย ๆ ที่ใช้กันทั่วไปได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเทศบาล เป็นต้น

ปุ๋ยอนินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นตามกรรมวิธีทางเคมีเป็นส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า ปุ๋ยวิทยาศาสตร์หรือปุ๋ยเคมีนั่นเอง ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป โดยเลือกชนิดของปุ๋ยให้เหมาะกับต้นไม้ที่ปลูก ส่วนใหญ่จะเป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ กัน

เช่น สูตร เสมอ N:P: K = 15-15-15

บำรุงใบ N : P : K = 30-10-20

ทั้งนี้วิธีการใช้ และจำนวนที่ใช้ต้องอ่านจากฉลากของปุ๋ยแต่ละชนิดทุกครั้งไป

เวลาที่ควรจะให้ปุ๋ย ควรมีแสงและความอบอุ่นในตอนเช้า เวลา 9.00-11.00 น. ต่อจากนั้นแสงแดดจะร้อนไป ในตอนเช้าแสงแดดจะให้กำลังงานที่ทำให้รากดูดปุ๋ยขึ้นมา สร้างความเจริญเติบโตให้แก่ต้นไม้

การใช้ยาป้องกันและกำจัดศัตรูของต้นไม้ (Pest Control)

ศัตรูของต้นไม้ มี 2 ชนิดคือ

1. แมลง แมลงที่ใช้ปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง, เพลี้ยอ่อน, แมงมุมแดง, เพลี้ยจั๊กจั่น, เพลี้ยหอย, มวน

2. โรคของพืช ซึ่งเกิดจาก เชื้อรา, แบคทีเรีย และเชื้อไวรัส

ยาที่ใช้กำจัดแมลง

1. ชนิดที่แมลงกินเข้าไปแล้วตาย (insystematic) เป็นต้นว่า เซฟวิน ใช้กำจัดแมลงที่กัดกิน ใบ ตากิ่ง ผล ตาดอกและลำต้น

2. ชนิดที่ดูดซึมเข้าไปในลำต้น (Systematic) เป็นต้นว่า ทิมมิค ใช้กำจัดพวกแมลงที่ดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่าง ๆ ของต้น

การฉีดยาหรือพ่นยากำจัดแมลง

ยากำจัดแมลงเป็นยาอันตรายควรใช้อย่างระมัดระวัง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งการพ่นยากำจัดแมลงควรทำเช่นนี้

1. พิจารณาหาสาเหตุของศัตรูพืชให้แน่นอนว่าเป็นชนิดใด

2. เลือกซื้อยาให้ถูกตามชนิดของศัตรูพืช และอ่านฉลากยา ถึงวิธีการใช้และส่วนผสมให้ละเอียด

3. ก่อนฉีดยาควรใช้ผ้าปิดจมูก และหันหัวฉีดไปตามลม อย่าทวนลม

4. ควรฉีดยาตอนเย็นใกล้คํ่า ไม่ควรฉีดเมื่อแดดร้อนจัด เพราะยาจะระเหยเร็ว หรือฉีดก่อนฝนตก เพราะเม็ดฝนจะชะยาไปหมด

5. เมื่อทำการฉีดยาอย่ากินอาหาร หรือนำเด็ก, สัตว์เลี้ยง และเครื่องดื่มเข้าใกล้

6. เมื่อเลิกฉีดแล้ว ต้องอาบน้ำฟอกสบู่ ล้างมือ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่

การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสวน (Gardening Improvement)

เจ้าของบ้านหรือเจ้าของสถานที่ต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่าสวนต่าง ๆ นั้นไม่สามารถที่จะสวยอย่างที่เห็นได้ตลอดกาล ช่วงเวลาหลาย ๆ ปี จำเป็นต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ดังนี้คือ

1. การเพิ่มเติม ควรเพิ่มเติมพรรณไม้ที่ตายไปหรือปลูกทดแทนบางต้นที่คาดว่าจะตายภายในระยะเวลาไม่นาน เพื่อให้ใด้พรรณไม้ที่มีอยู่ในสวนได้ขนาดพอเหมาะ และไม่ขาดช่วง เมื่อต้นไม้นั้น ๆ ตายไป

2. การแก้ไขบางส่วน เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี สภาพต้นไม้ต่าง ๆ ในสวนก็เติบโตขึ้นมาก ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นบริเวณเดิมที่เคยมีต้นไม้อยู่พอเหมาะเกิดคับแคบ หรือไม่เหมาะสมขึ้น ในกรณีเช่นนี้เคยกล่าวแล้วในหัวข้อของขั้นตอนการจัดสวน ซึ่งก็เป็นความผิดของนักออกแบบและเจ้าของบ้านร่วมกัน เพราะเจ้าของบ้านอยากจะให้สวนสวยทันที นักออกแบบก็ไม่ต้องการให้มีช่องโหว่ ระหว่างต้นจนลืมคิดไปว่าในอนาคตเมื่อไม้นั้น ๆ โตเต็มที่แล้วจะเบียดเสียดกัน ในกรณีนี้จำต้องแยกเอาบางต้นออกเพื่อให้แต่ละต้นเติบโตได้อย่างเต็มที่ หรือตัดแต่ง, ตอน เมื่อไม้นั้น ๆ สูงเกินไป เพื่อให้คงสภาพเดิมไว้ หรืออาจจะหาต้นเล็กมาเสริมใหม่ แล้วรอแปลงที่ไม้โตเกินไปออกและปลูกไม้ต้นเล็กลง ไปแทนที่ก็ได้ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายในเรื่องของการแก้ไขคือเรื่องการปูหญ้า เมื่อไม้ไหญ่ยังเล็กอยู่ก็จำเป็นต้องปูหญ้าที่ทนแดดได้ดีเป็นส่วนใหญ่ (เช่นหญ้านวลน้อย) แต่เมื่อไม้ยืนต้นนั้นเติบโตขึ้นให้ร่มเงาทั่วบริเวณหญ้านวลน้อยก็จะเริ่มตาย ดังนั้นควรจะรอและปูหญ้าที่ทนร่มได้ดีทดแทนหญ้าเดิมเสีย เช่นหญ้ามาเลย์เซีย เป็นต้น

3. การเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด สภาพสวนในบ้านเมื่อนานวันเข้าเจ้าของบ้านก็อาจจะเกิดความเบื่อหน่าย เนื่องจากความซ้ำซาก หรือต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อความจำเป็น เช่น เดิมมีเด็กอยู่ในบ้าน แต่เมื่อเด็กโตขึ้น สนามเด็กเล่น ที่มีบ่อทราย ชิงช้า บ้านตุ๊กตา ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว ในกรณีนี้ก็ควรจะเปลี่ยนแปลงสถานที่ เช่น บ่อทราย อาจทำเป็นบ่อปลาหรือน้าพุ ชิงช้าทำเป็นซุ้มไม้เลื้อยแทนก็ได้ นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วเจ้าของบ้านอาจจะให้นักออกแบบออกแบบบางตอนของสวนใหม่หมด เพื่อจุดมุ่งหมายที่เจ้าของบ้านต้องการ เช่น จะมีการเลี้ยงแต่งงาน หรือซ่อมแซมตัวบ้านใหม่ จึงจัดสวนใหม่ เป็นต้น

นอกจากเรื่องของการตัดแต่งต้นไม้, การบำรุงรักษาสนามหญ้า, การให้ปุ๋ย การฉีดยากันโรค แมลง และการปรับปรุงสวน เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการดูแลรักษาสวน (Maintainance) แล้ว เรื่องของการออกแบบก็มีส่วนช่วยให้การดูแลรักษาง่ายหรือยากด้วย เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาให้สวนคงสภาพดีนั้นสิ้นเปลืองเงินมากกว่าค่าออกแบบค่าจัดสวนมากนัก นอกจากว่าจะออกแบบจัดสวนเสร็จแล้วก็ปล่อยให้ไม้นั้น ๆ เติบโตไปตามบุญตามกรรม โดยมิได้เอาใจใส่แต่อย่างใด ในกรณนี้อาจจะไม่สิ้นเปลืองเท่าใด แต่ถ้าจะมีการดูแลรักษาตลอดไปแล้ว ควรที่นักออกแบบจะคำนึงถึงความจริงในข้อนี้โดยออกแบบให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตัวอย่างเช่น : เจ้าของบ้านไม่มีเวลาให้ต้นไม้มากนัก แต่มีเงิน ก็ควรเลือกพรรณไม้ที่ดูแลรักษาง่าย ทน และสวย

:เจ้าของบ้านรักต้นไม้ชอบศึกษาและเอาใจใส่ในต้นไม้ ควรเลือกหาพรรณไม้แปลก ๆ น่าสนใจ หรือพรรณไม้ที่สวยมาก ๆ แต่บอบบางและต้องการดูแลรักษาสูง

นอกจากนี้ก็ควรเลือกพรรณให้ถูกต้องตามตำแหน่งที่จะปลูกเช่น ไม้ในร่ม, ไม้ในแดด, ไม้กึ่งร่มกึ่งแดด, ไม้น้ำเป็นต้น ข้อนี้จะช่วยประหยัดได้มากเพราะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ภายหลัง

ออกแบบให้สะดวกแก่การดูแลรักษา เช่น มีความลาดเอียงที่พอเหมาะแก่การตัดหญ้า มีมุมโค้งของสนามให้พอดีกับเครื่องตัดหญ้า ตัดได้สะดวก มีแปลงไม้ต่าง ๆ ที่มีระยะพอที่จะเข้าไปตัดแต่ง, ตอน, หรือปลูกใหม่ได้ หรือกะระยะห่างระหว่างต้นให้เหมาะสม เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเตือนใจสำหรับนักออกแบบและเจ้าของบ้านให้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด ในการจัดสวนหรือการดูแลรักษาสวน และพึงระลึกว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเจริญเติบโตต้องการการดูแลและระวังรักษาอยู่เสมอ และต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะให้พรรณไม้แต่ละชนิดเติบโตตามจุด มุ่งหมายที่คิดไว้ และอย่านึกว่าสร้างสวนจะสามารถเนรมิตได้ทุกอย่างเหมือนกับการสร้างบ้าน เพราะต้นไม้บางชนิดก็ไม่สามารถหาได้ตามขนาดที่ต้องการหรือถ้าสามารถหาได้ตามนั้นก็ตาม สวนที่สวยในขณะที่ทำเสร็จนั้น ก็จะมีโครงสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพราะต้นไม้ที่โตเกินไป เมื่อย้ายมาปลูกก็จะ ไม่เติบโตหรือทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี เท่าต้นไม้ที่ปลูกมาตั้งแต่ต้นยังเล็กอยู่ และเมื่อนานวันเข้า ต้นไม้ที่โตเต็มที่เหล่านี้ก็เริ่มเสื่อมสภาพลง ต้องการทดแทนด้วยพรรณไม้ใหม่ ๆ ดังนั้นระยะเวลาของความสวยงามก็จะไม่ยาวนานเหมือนไม้ที่ปลูกด้วยขนาดที่พอเหมาะ จึงอาจกล่าวได้ว่าต้นไม้และ สวนนั้นต้องการโครงสร้างที่แข็งแรง และการเอาใจใส่สม่ำเสมอทุกระยะเพื่อให้ได้สวนที่สวยงาม ตามจุดมุ่งหมายของเจ้าของบ้าน



Comments are closed.

This entry was posted on July 9, 2012 and is filed under วิธีการจัดสวน. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.