orchidกล้วยไม้คืออะไร

ในทางพฤกษศาสตร์กล้วยไม้เป็นพืชที่มีดอก วงษ์ หนึ่ง หรือตระกูล หนึ่ง จัดอยู่ในอันดับเดียวกันกับ ขิง ข่า ตะไคร้ กล้วย หมาก มะพร้าว ข้าวและหญ้า ฯลฯ พืชที่กล่าวมานี้มีใบเลี้ยงเพียงใบเดียว หรือที่เรียกกันว่า พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ซึ่งต่างกับพืชอีกพวกหนึ่งที่เรียกว่าพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น มะม่วง ขนุน พุทรา บานชื่น ทานตะวัน ผักกาด ฯลฯ ในพวกพืชใบเลี้ยงเดี่ยวนั้นมักจะเข้าใจกันว่า วงษ์หญ้า เป็นวงษ์ใหญ่ที่สุด หมายความว่า มีจำนวนชนิดมากที่สุดและเห็นขึ้นอยู่ทุกหนทุกแห่งเช่น หญ้าขน หญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าชันอากาศ หญ้าขจรจบ หญ้าเจ้าชู้ ฯลฯ แม้แต่ข้าวก็อยู่ในวงษ์หญ้า แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว วงษ์กล้วยไม้ใหญ่กว่าวงษ์หญ้า คือมีจำนวนชนิดมากกว่าหญ้าเสียอีก  เท่าที่สำรวจพบแล้วขณะนี้ มีมากกว่า 25,000 ชนิด นี่กล่าวเฉพาะกล้วยไม้ป่า ไม่รวมกล้วยไม้ที่มนุษย์ผสมพันธุ์ขึ้นมาภายหลัง จากจำนวนชนิดที่มากมายนี่เอง  เราจึงพบกล้วยไม้มีรูปร่างลักษณะของราก ต้น ใบ ดอก แตกต่างกันไปหลายรูป หลายแบบ และพบกล้วยไม้ขึ้นอยู่ในที่หลายแห่ง ทั้งขึ้นอยู่กับดิน เกาะอยู่ตามโขดหิน ขึ้นอยู่บนต้นไม้ ดูเหมือนจะยังไม่พบอยู่แห่งเดียว คือ ในน้ำ พูดถึงการกระจายพันธุ์กล้วยไม้มีกระจัดกระจายไปทั่วโลก ทั้งในแถบร้อน อบอุ่น และหนาวเย็นขนาดน้ำเป็นน้ำแข็งในบางฤดูก็ยังมีกล้วยไม้อาศัยอยู่ ตะบองเพชรซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามทะเลทรายและเราเข้าใจว่ามันทนแล้งเก่งที่สุด  แต่ในทะเลทรายอาจพบกล้วยไม้เกาะอยู่ตามต้นตะบองเพชรก็มี  แหล่งที่พบกล้วยไม้มากที่สุดก็คือแถบอาเซียเรานี่เอง ประเทศไทยเรานับได้ว่าเป็นแหล่งที่มีกล้วยไม้ป่ามากไม่น้อยหน้าใคร อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ที่นำมาปลูกเลี้ยงดูดอกสวยๆ งามๆ กันในทุกวันนี้เป็นเพียงส่วนน้อยของกล้วยไม้ป่าทั้งหมด  ทั้งนี้เพราะเราคัดเลือกแต่ชนิดที่มีดอกโตหรือสีสวยมาเลี้ยงมาเล่นกัน  ส่วนพวกที่มีดอกเล็ก ๆ ซึ่งบางชนิดเล็กกว่าหัวเข็มหมุดเสียอีกนั้น มีคนสนใจน้อย แต่ถ้านับชนิดกันแล้วมีมากกว่าพวกดอกโตดอกสวยหลายเท่า เนื่องจากกล้วยไม้มีมากมายหลายชนิดดังกล่าวแล้ว และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันมากมาย  เมื่อไปพบกล้วยไม้บางชนิดเข้า อาจลังเลใจว่านั่นเป็นกล้วยไม้หรือเปล่า  ส่วนสำคัญที่จะชี้บอกว่าพืชชนิดนั้น ๆ เป็นกล้วยไม้หรือไม่ นักพฤกษศาสตร์กำหนดให้พิจารณาที่ดอกไม้นั้นเป็นสำคัญ เพราะว่าแม้ส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นหรือใบอาจแตกต่างกันมากมายก็ตาม แต่ดอกจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน พืชที่อยู่ในวงษ์กล้วยไม้นั้น ดอกมีลักษณะดังนี้ 1.  กลีบดอก กล้วยไม้มีกลีบดอก 6 กลีบ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นนอก 3 กลีบ ชั้นใน 3 กลีบ กลีบชั้นนอกนั้นอยู่ข้างบน 1 กลีบ ข้าง ๆ หรือข้างล่าง 2 กลีบ กลีบคู่ล่างนี้ จะมีขนาดรูปร่างและสีสรรค์เหมือนกันทุกประการ  ส่วนกลีบบนอาจแตกต่างออกไป กลีบคู่ล่างของกล้วยไม้บางพวก อาจเชื่อมติดกันจนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นกลีบเดียว เช่นกล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารีและสกุลใกล้เคียง  สำหรับกลีบชั้นใน 3 กลีบนั้น กลีบหนึ่งอยู่ข้างล่าง อีก 2 กลีบอยู่ข้าง ๆ หรือข้างบน กลีบคู่บนนี้จะมีขนาดรูปร่างสีสรรค์เหมือนกันทุกประการ ส่วนกลีบล่างจะเปลี่ยนไปโดยมีขนาดเล็กลงหรือโตขึ้นอาจมีสีสรรค์ผิดแผกไปจากกลีบคู่บน กลีบล่างกลีบนี้จึงมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ปาก หรือ กระเป๋า กล้วยไม้ที่เห็นว่ามีดอกสวยนั้น  บางชนิดก็สวยที่กลีบดอกอื่น ๆ นอกจากปากเพราะปากเล็กนิดเดียว เช่นกล้วยไม้ในสกุลแวนดา สกุลแมลงปอ กล้วยไม้บางชนิด ก็สวยสดุดตาที่ปาก เพราะมีปากใหญ่ เช่น สกุลคัทลียา สกุลฮาเบนนาเรีย หรือบางชนิดความสวยมีเท่า ๆ กัน ในดอกทุก ๆ กลีบ เช่น สกุลหวายหรือบางชนิดจะดูสวยต้องดูทั้งช่อ  เพราะดอกขนาดเล็กตั่ดเป็นช่อได้สวย เช่น สกุลช้างเป็นต้น สกุลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ยังไม่แจ่มแจ้ง ขอเก็บเอาไว้แจงให้ละเอียดในภายหลัง 2.  เกสร เกสรคืออวัยวะเพศที่แท้จริงของพืชที่มีดอก กลีบดอกที่กล่าวมาแล้วนั้นเป็นเพียงเครื่องประดับที่จะเป็นสื่อ หรือเป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการผสมพันธุ์เท่านั้น กล้วยไม้เป็นพืชที่มีเกสรผู้และเกสรเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ซึ่งเรียกว่าดอกสมบูรณ์เพศ เกสรกล้วยไม้มีลักษณะเฉพาะซึ่งดอกไม้อื่นไม่เหมือน คือส่วนของก้านชูยอดเกสรเมียกับก้านชูอับเรณูของเกสรผู้รวมเป็นอวัยวะอันเดียวกัน  และยอดเกสรเมียกับเรณูก็ติดอยู่ที่ส่วนนี้ รวมเรียกส่วนนี้ทั้งหมดว่า เส้าเกสร ซึ่งจะโผล่ยื่นออกมาจากจุดเดียวกันกับที่โคนกลีบดอกติดอยู่ที่ปลายสุดของเส้าเกสร จะเป็นที่อยู่ของเรณูซึ่งเป็นเชื้อเพศผู้อันเปรียบได้กับตัวอสุจิของสัตว์ตัวผู้ เรณูนี้มักจะฝาครอบปิดอยู่มิดชิด เรณูนี้เป็นเม็ดขนาดเล็กมาก  ถ้าจะดูให้เห็นรูปร่างได้ชัดเจนต้องใช้กล้องขยาย เรณูของกล้วยไม้มักจะเกาะกันอยู่เป็นก้อนเหนียว ๆ หรือบางทีก็เกาะกันเป็นก้อนแข็งเลย ซึ่งต่างจากเรณูของพืชทั่ว ๆ ไปที่เป็นผงไม่เกาะกัน  ฉะนั้นกลุ่มของเม็ดเรณูของพืชอื่น จึงมักเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า ละออง เกสรหรือละอองเรณู ส่วนของกล้วยไม้เรียกว่า ก้อน เรณู กล้วยไม้ดอกหนึ่งจะมีเรณู 1 ชุด (ยกเว้นสกุลรองเท้านารี และสกุลใกล้เคียงมี 2ชุด) ใน 1 ชุดนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มอาจมีเรณู 1 ก้อน เช่น แวนดา หรือหลายก้อน เช่น คัทลียา เรณู 1 ก้อน ประกอบด้วยเม็ดเรณูมากมาย เรณูแต่ละเม็ด คือ เชื้อเพศผู้ 1ชีวิต ที่กล่าวเรื่องเรณูไว้ค่อนข้างยืดยาว เพราะเป็นส่วนที่มองเห็นได้ยากและไม่ควรข้ามไป หากจะคิดอ่านผสมพันธุ์กล้วยไม้เอง คราวนี้พูดถึงเรื่องเส้าเกสรส่วนต่อไป ถัดจากปลายสุดลงมา จะพบแอ่งกลม ๆ เล็ก ๆ มีน้ำเหนียวๆ อยู่เกือบเต็มแอ่ง ส่วนนี้คือแอ่งยอดเกสรเมีย การผสมพันธุ์กล้วยไม้เริ่มแรกก้อนเรณูจะต้องเข้ามาอยู่ในแอ่งนี้ น้ำเหนียว ๆ นั้นจะทำหน้าที่กระตุ้นให้เม็ดเรณูงอกเข้าไปผสมพันธุ์กับไข่ในรังไข่ต่อไป บริเวณก้านดอกส่วนที่อยู่ชิดกับโคนกลีบดอก  ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกส่วนที่ต่ำลงไป  ก้านดอกส่วนนี้เป็นที่อยู่ของอวัยวะเพศเมียอีกส่วนหนึ่งคือ รังไข่ เมื่อผ่าออกดูจะเห็นได้ชัดเจน  ภายในรังไข่จะมีไข่อ่อนเป็นเม็ดเล็ก ๆ เกาะติดอยู่มากมาย ไข่อ่อนเหล่านี้เมื่อได้รับการผสมเชื้อเพศผู้จากเรณูก็จะมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญเติบโตกลายเป็นเมล็ด  ใช้สำหรับสืบพืชพันธุ์ต่อไป จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็พอจะช่วยพิจารณาได้ว่า ดอกไม้ที่เราพบเราเห็นนั้นใช่กล้วยไม้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ดอกกล้วยไม้บางชนิดอาจดูส่วนต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน เพราะดอกมีขนาดเล็กเท่าหัวไม้ขีดไฟหรือหัวเข็มหมุด  ฉะนั้นการดูรูปร่างลักษณะของลำต้น ใบ ราก ประกอบด้วยก็เป็นสิ่งจำเป็น การได้รู้ได้เห็นบ่อย ๆ จะช่วยให้บอกได้ง่ายขึ้นว่าพืชชนิดนั้นใช่กล้วยไม้หรือไม่  ในที่สุดแม้ไม่เห็นดอกก็อาจบอกได้ อนึ่ง  ลักษณะของเกสรเท่าที่กล่าวมานี้ไม่สามารถอธิบายครอบคลุมกล้วยไม้ทุกชนิดทุกสกุลได้เพราะมีกล้วยไม้อีกบางสกุล เช่น สกุลรองเท้านารี จะมีเกสรแตกต่างไปจากที่กล่าวนี้



Comments are closed.

This entry was posted on October 2, 2012 and is filed under การปลูกกล้วยไม้. Written by: . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Responses are currently closed, but you can trackback from your own site.